แม่นาคพระโขนงเดอะมิวสิคคัล หลักสูตรบริโภคนิยมของละครเวท

ถ้าศิลปะมีไว้เพื่อบริโภคให้เกิดความบันเทิงทางอารมณ์ ให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจ ตัดสินคุณค่าที่การลงทุนสร้าง แม่นาคพระโขนงเดอะมิวสิคคัลของ Scenario คงได้คะแนนไปเกือบเต็มและต้องบอกว่าดีเยี่ยม

แต่ถ้าหากจะตัดสินคุณค่าของศิลปะในการบำรุงสมอง เจริญทางปัญญาและจิตใจที่ต่อยอดไปจากการบันเทิงทางอารมณ์ และความปราณีตในการสร้างสรรค์ผลงานแล้วนั้น ต้องขอบอกว่าละครเรื่องนี้สอบตกแบบติด F กันเลยทีเดียว

แต่จริง ๆ ก็ไม่น่าจะแปลกอะไรเพราะเหมือนเป้าหมายหลักและ “หน้าละคร” (ขอแผลงมาจากคำว่าหน้าหนัง) ของแม่นาค พระโขนงเวอร์ชั่นนี้เหมือนจะตั้งธงไว้แต่ต้นแล้วว่าจะต้องการสร้างความบันเทิงโดยชูจุดขายของเพลงหลักที่พร่ำพรรณาความรักอย่าง “ฉันรอคอยเธอ” หรือ “ต่างคนต่างไป” ที่ร้องโดยนักแสดงนำอย่าง นัท มีเรีย เบเนเดตตี้ และ อาร์ อาณัติพล ศิริชุมแสง รวมทั้งยังการพ่วงนักแสดงตลกอย่าง ธงธง ม๊กจ๊ก และอู้ดเป็นต่อ ก็เรียกว่านี่เป็นการ Preview ให้ผู้ชมก่อนเข้าโรงละคนแล้วว่ามีครบทุกรส ตั้งแต่รักหวานซึ้ง น่ากลัวสมหนังผี และตลกหนีผีแบบหนังไทย

และก็ยังไม่ลืมจุดขายสำคัญของค่าย Scenario คือการสร้างงานละครเวทีให้ยิ่งใหญ่แบบที่คนไทยผู้ไม่เคยไปเมืองนอกคิดว่านี่คือ “บรอดเวย์” แห่งมหานครนิวยอร์ค

เนื้อเรืื่องของแม่นาคพระโขนงฯ เวอร์ชั่นนี้อิงจากเรื่องราวของแม่นาคที่เราพอจะรู้จักกันอยู่แล้วตามละครทีวี ภาพยนต์หลาย ๆ เรื่อง และตามหนังสือการ์ตูนตลกของไทยอย่างการ์ตูนมหาสนุกและขายหัวเราะ ซึ่งก็จะไม่มีอะไรแปลกใหม่ไปมากกว่านั้น แม่นาครักพ่อมาก พ่อมากไปเกณฑ์ทหาร แม่นาคคลอดลูกตายทั้งกลมกลายเป็นผีมารอพ่อมาก หลอกหลอนคนทั้งบาง พ่อมากกลับมาหลงคิดว่าเมียยังไม่ตายจนไปเจอฉากเก็บมะนาวและหนีเตลิดไปพึ่งพระอาจารย์ แม่นาคโกรธแต่ตามไล่ล่า ฆ่าคนในพระโขนงจนชาวบ้านต้องตามอาจารย์คงมาปราบ…

มีเพียงฉากจบที่อาจจะไม่ตรงกับที่เราเข้าใจกันนัก แต่จะเป็นอย่างไรก็ไปดูกันในโรงละครแล้วกันนะครับ

จุดบกพร่องอย่างแรงของแม่นาคพระโขนงฯ คือการที่เขียนบทละครโดยเหมือนจะอิงบนความคิดที่ว่าคนดูรู้จักแม่นาคกันดีอยู่แล้ว ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลอะไรมาก แค่เล่าเป็นฉาก ๆ ต่อ ๆ กันไปก็น่าจะเพียงพอ การลงรายละเอียดของตัวละครในแง่ของความเป็นมนุษย์คนหนึ่งนั้นจึงแทบจะหาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าตัวละครอย่างยายปริกที่โผล่ขึ้นมาก็ตั้งธงเกลียดชังแม่นาคตามบทพูดแบบรวบรัด สร้อยที่ไม่มีบทอะไรนอกจากจะออกมาร้องเพลงแอบรักพ่อมากเพียงหนึ่งฉาก (ซึ่งแสดงออกมาได้คล้ายคลึงฉาก On My Own ของ Le Miserable เสียนี่กระไร) หรือตัวตลกที่ออกมาโดยมีหน้าที่หลักคือกลัวหัวหด วิ่งหนีผี และสร้างเสียงหัวเราะแบบไม่มีเหตุผลด้วยมุกตลกแบบทึึ่งโป๊ะ

จึงไม่แปลกที่ถ้าใครที่สังเกตดี ๆ แล้ว บทละครของแม่นาคพระโขนงฯ นั้นจะพบว่ามันแทบไม่มีเหตุมีผลในที่มาที่ไป แต่เอาเวลาเกือบทั้งหมดไปอยู่กับการดืื่มด่ำอารมณ์รักแล้วรักอีกของแม่นาคกับพ่อมาก ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้นำไปสู่อะไรอยู่ดีนอกจากเพลงเร้าอารมณ์

นี่อาจจะเป็นปัญหาหลัก ๆ ของทีมเขียนบทที่เหมือนจะมองไม่เห็นปัญหานี้ตั้งแต่ละครเรื่องก่อน ๆ ตั้งแต่บัลลังก์เมฆฯ ฟ้าจรดทราย จนถึงข้างหลังภาพ เพราะหากทีมเขียนบทไม่เข้าใจว่าศาสตร์ของการเล่าเรื่องระหว่าง “แอ๊คชั่น” (การกระทำ) และ “อารมณ์” ต่างกันอย่างไรและควรจะเชื่อมโยงอย่างไรถึงจะเรียกว่าเป็นการเขียนบทที่ดีนั้น ปัญหานี้ก็คงจะคาราคาซังไปในละครเรื่องต่อ ๆ ไป

สิ่งสำคัญที่เราอาจจะต้องปรับความเข้าใจกันก่อนก็คือในละครหรือในชีวิตจริงนั้น เรื่องราวต่าง ๆ จะเกิดขึ้นได้คือการกระทำ ซึ่งล้วนมีเหตุผลอยู่ภายในการกระทำนั้น ๆ ส่วนบทพูดและบทสนทนาคือหนึ่งในเครื่องมือที่จะอธิบายเหตุผลดังกล่าว แต่ไม่ใช่ว่าบทพูดจะทำหน้าที่ดังกล่าวทั้งหมดหรือต้องบอกกันโต้ง ๆ เพราะกลัวคนอื่นรวมทั้งคนดูจะไม่เข้าใจเหตุผล (ยกเว้นว่าจะอยากสิ้นคิด รวบรัด ตัดบทเพราะการทำดังกล่าวมันยากเกิน)

และสิ่งที่แม่นาคพระโขนงทำอยู่หลายครั้งคือการยัดเยียดความคิด เนื้อเรื่อง และเหตุผลต่าง ๆ ให้ตัวละครผ่านบทเพลงและคำพูดอยู่เนือง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีการกระทำอะไรมารองรับ และในขณะเดียวกันการกระทำบางอย่างก็เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผลมารองรับด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างสำคัญที่เห็นได้ชัดคือที่มาที่ไปของผีแม่นาคว่าเพราะเหตุใดเธอถึงไม่ยอมไปสู่สุขคติ หลังจากเธอตายไป เธอก็ถูกปลุกออกมามี “ตัวตน” โดยอาจารย์คง (หรือเปล่า?) และหลังจากนั้น เธอก็ออกมาหลอกหลอนชาวบ้าน

แล้วก่อนหน้าเจออาจารย์คง เธอไม่ออกไปหลอกหลอนหรือเปล่า ตรงนี้ละครก็ไม่ได้อธิบายไว้ หรือว่าก่อนหน้านี้อาจจะเป็นแค่วิญญาณต่างภพที่เฝ้ามองแบบไม่มีตัวตน…หรือเปล่า? แล้วถ้าอย่างนั้นความปราถนาแรงกล้าที่ทำให้เธอมีตัวตนคือการปกป้องลูกที่จะโดนอาจารย์คงทำคุณไสย์…หรือ…เธอต้องการอยู่รอพ่อมาก

เรียกกันว่าให้คนดูเอาแม่นาคในความทรงจำมาจับเส้นของการเล่าเรื่องเอง เพราะละครไปสนใจกับการขยี้อารมณ์ในเพลงซึ้ง ๆ บรรยายอารมณ์ท่วมท้นมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

และถ้าคนสังเกตกันดี ๆ เราก็จะพบว่าแม่นาคของเราก็ไม่ได้คงเส้นคงวา เดี๋ยวหลอน เดี๋ยวเป็นปรกติ เหมือนเป็นความจงใจของทีมงานที่เหมือนยัดเยียดความเป็น “ผี” ให้กับแม่นาคเป็นฉาก ๆ ไปประมาณว่า ฉากนี้ต้องน่ากลัวนะ ฉากนี้ต้องหวานนะ เรียกกันว่าแค่ความคงเส้นคงวาของตัวละครและความต่อเนื่องก็ไม่ถูกต้องเอาเสียแล้ว

สิ่งสำคัญที่อาจจะเป็นจุดนำไปสู่ความบกพร่องนี้คือการสร้างบทละคร สร้างเพลงโดยการตั้งบนเงื่อนไขที่ว่าคนดูรู้เรื่องอยู่แล้ว ไม่ต้องการคำอธิบายอะไร เหมือนที่รู้ ๆ กันว่าแม่นาคเป็นผี และผีก็ควรจะมีลักษณะอย่างนี้ ๆ นะ ก็ตายแล้วก็กลายเป็นผีที่ห่วงหาเหมือนวิญญาณมาถามหาคนที่ยังมีชีวิตอยู่โดยลืมไปว่านอกจากผีจะต้องการอารมณ์แล้ว ยังต้องการเหตุผลด้วยนะ!!!

ตลอดบทละครสามชั่วโมงของแม่นาคพระโขนงนั้น หากใครต้องการบทละครที่ดูฉลาด ๆ เฉียบคม แยบคายแล้ว ก็แทบจะไม่มี ที่พอจะดูโดนใจอยู่คือคำพูดที่พ่อมากบอกแม่นาคว่า “เมียพี่ตายไปแล้ว” และ “พระนี่นาคให้พี่มาเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายไง” ซึ่งอาจจะเป็นส่วนที่ดูฉลาดที่สุดของเรื่องแล้วก็ได้

ในส่วนของเพลงซึ่งเป็นจุดขายอีกจุดหนึ่งที่พยายามโปรโมทมาตลอดก่อนการแสดงก็ถือว่ามีความไพเราะทั้งเนื้อเพลง ทำนอง และเสียงร้องของนักแสดงนำ ถ้าหากนั่นคือบริบทของการแสดงมิวสิควีดีโอแบบที่เราเห็นในทีวี แต่ความจริงแล้ว สิ่งหนึ่งที่ถ้าหากผู้สร้างต้องการบอกว่านี่คือ “บรอดเวย์” ก็คงจำเป็นอย่างมากที่ทีมผู้ประพันธ์เพลงควรทำการบ้านใหม่ว่าเพลงในมิวสิคคัลเธียเตอร์นั้นคืออะไร จริงอยู่ว่าเพลงมิวสิคคัลหลายเพลงน้ั้นกลายเป็นเพลงดัง ทั้งที่แบบมีทำนองแบบป๊อป เพลงช้าคลาสิค หรือกระทั่งเพลงแนวดิสโก้แด๊นซ์ แต่ทั้งหมดนี้เกิดจากการบ่มเพาะและเข้าใจว่าโทนของละครคืออะไรและเพลงจะทำหน้าที่อะไรในเรื่อง

จริงอยู่ว่าเพลงและดนตรีคือเครื่องมือหนึ่งในการบรรยายความรู้สึึกของคน แต่อย่างที่เราเห็นในงานดี ๆ หลายงานว่า บทเพลงนั้นไม่ใช่การบอกกันโต้ง ๆ หรือพร่ำเพ้อพรรณาท่วมท้นแบบเพลงที่เราฟังในเครื่องเล่นไอพอด แต่จะทำหน้าที่สำคัญในการแทนบทสนทนาที่เฉียบคมและทำให้เกิดการดำเนินเรื่องไปได้ ซึ่งบทเพลงดี ๆ ก็ต้องอาศัยการสร้างเนื้อเพลงที่แยบคายไม่แพ้บทสนทนาดี ๆ ตามที่เราจดจำกันได้จากภาพยนต์หลาย ๆ เรื่อง

แต่สิ่งที่เราพบจากแม่นาคพระโขนงคือเพลงทำหน้าที่แค่ขยี้อารมณ์ตัวละครอย่างเพลง “ฉันยังรอคอยเธอ” หรือ “ต่างคนต่างไป” และเร้าอารมณ์ของคนดูเป็นฉาก ๆ ไป

นั่นยังไม่นับเพลงที่เหมือนตั้งใจมีขึ้นเพื่อเป็นโชว์เรียกเสียงฮา สร้างฉากเต้นรำ ก่อนจะจบด้วยการโพสท่านิ่ง หันหน้าหาคนดู รอเสียงปรบมือประมาณว่านี่จบโชว์แล้วนะ

นอกจากนี้แล้ว แม้ว่าโทนของแม่นาคพระโขนงที่พยายามจะนำเสนอออกมาทั้งฉาก เครื่องแต่งกาย ฯลฯ ในแบบของประเทศไทยสมัยก่อน แต่บทเพลงของแม่นาคพระโขนงฯ เลือกจะใช้ดนตรีแบบป๊อปในสมัยปัจจุบันที่เน้นใช้เครื่องดนตรีหลักอย่างกีตาร์ คีย์บอร์ด และกลอง ซึ่งล้วนขัดกับบรรยากาศของเรื่องอย่างเห็นได้ชัดแม้ว่าเพลงดังกล่าวนั้นจะเพราะและน่าจดจำเมื่อเราดูในมิวสิควีดีโอผ่านจอทีวี

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญให้ทีมงานนำกลับไปทำการบ้าน (อีกแล้ว) ว่าละครเพลงจริง ๆ คืออะไร และการแต่งเพลงควรจะประสานกับบทละครอย่างไร ไม่ใช่การวางโครงเรื่องว่าจะพูด ๆ กันเพื่อให้เรื่องเดิน ๆ ไปและมาหยุดร้องเพลงฉากนี้นะ เพลงฉากนี้ต้องอารมณ์นี้นะ ซึ่งดูจะเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ที่ไม่ถูกเสียทีเดียว

ด้านเทคนิคฉาก แสง เสียง และเทคนิคพิเศษอาจจะเป็นสิ่งที่พอจะใกล้เคียงกับความเป็น “บรอดเวย์” มากที่สุดของละครเรื่องนี้ เพราะนอกจากจะเน้นสร้างความสมจริง ตื่นตาตื่นใจด้วยกลไกเวทีอย่างบ้านแม่นาคที่เลื่อนขึ้นเลื่อนลงแล้วนั้น ยังมีเทคนิคอีกมากมายที่สร้างความประหลาดใจให้คนดูได้อย่างดีเช่นฉากบินได้ของแม่นาค!!!

เอาล่ะ จริงอยู่ว่าการบินได้ของแม่นาคอาจจะดูเจ๋งสุด ๆ และเรียกเสียงเฮได้แน่นอน เพราะน้อยคนที่คงจะกล้าทำบนเวที เพราะข้อจำกัดหลายอย่างซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นความกล้าที่จะสร้างเทคนิคนี้ให้เกิดขึ้นจริงบนเวที

แต่แท้จริงแล้ว หากมองในเชิงศิลป์ นี่อาจจะเป็นเทคนิคที่ฆ่าตัวตายไปพร้อม ๆ กัน เพราะเมื่อแม่นาคที่ถูกยกด้วยสลิงนั้นไม่ได้ “เหาะ” แบบในความคิดที่เราจำ ๆ กันได้ แต่เป็น “ถูกยก” และ “ห้อย” ด้วยสลิงที่ดึงเธอไปแทนเสียนี่ การทำอย่างนี้ถ้าหากมองข้ามความฮือฮาไปแล้วนั้น จะพบว่าเป็นเทคนิคที่ใช้ไม่ได้เอาเสียเลยด้วยซ้ำ เพราะนักแสดงก็ยังไม่สามารถชินกับสลิงดังกล่าวจนสามารถโพสตัวได้ตามสิ่งที่ควรจะเป็นได้ ขณะเดียวกันเมื่อคนดูเห็นสลิงตั้งแต่แรกแล้วก็พอจะเดาได้ว่าเป็นอย่างไร (และถ้าจะว่ากันจริง ๆ ถ้าแม่นาคบินได้ตั้งแต่แรก ทำไมหลาย ๆ ฉากยังต้องเดินหรือวิ่งตามหาพ่อมากเล่า!!!)

เทคนิคพิเศษที่ประสบความสำเร็จและถูกยกย่องนั้น คือการสร้างความมหัศจรรย์ให้คนดูโดยที่คนดูไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร หรือดูสมจริงจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นได้ อันจะเห็นตัวอย่างจริงได้จากการแสดงมายากล ฉะนั้น ถ้าหากเทคนิคพิเศษที่ถูกจับได้ มันก็ไม่ต่างจากมายากลที่ถูกคนดูจับได้เช่นเดียวกัน

และสิ่งที่ต้องไม่ลืมอยู่เสมอคือเทคนิคพิเศษเป็นแค่ตัวเสริมเรื่องเพื่อให้การแสดงเป็นไปตามที่ได้วาดภาพและสร้างสรรค์ไว้ ไม่ใช่เป็นจุดที่กระโดดเด้งออกมาให้ฮือฮาจนลืมการแสดงอย่างอื่นไปหมดซึ่งนั่นกลายเป็นทัศนคติและการสร้างสรรค์ที่ทำให้คนดูไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องราวของละครแต่ไปสนใจกับองค์ประกอบอื่นแทน

ซึ่งนั่นก็เป็นหนึ่งในปัญญาที่เกิดขึ้นมาในละครเรื่องอื่น ๆ และยังไม่ได้รับการแก้ไขอีกเช่นเดียวกัน

วกกลับมามองเรื่องของการแสดงนั้น นักแสดงหลักอย่างนัท มีเรีย ก็ทำหน้าที่ที่ถ่ายทอดตัวละครได้ดี ด้วยจุดเด่นของเธอคือเรื่องการแสดงและร้องเพลงที่ดีเยี่ยมแล้วนั้น ก็เพียงพอที่จะให้เธอโดดเด่นมากกว่านักแสดงคนอื่นแม้ว่าบทที่เธอได้จะไม่ได้ให้เธอทำแสดงความละเอียดอ่อนของแม่นาคเท่าที่ควรก็ตาม ส่วนอาร์ เดอะสตาร์กับการแสดงละครเวทีครั้งแรกนั้น อาจจะยังไม่สามารถแสดงความสามารถที่ประทับใจได้นอกจากเสียงร้องเพลงของเขา การแสดงของเขายังขาดการควบคุมพลังให้ตลอดรอดฝั่งสามชั่วโมงของการแสดง ในช่วงหลัง ๆ เราจะเห็นว่าเขาเริ่มตะกุกตะกักและการร้องเพลงที่กลายเป็นใช้อารมณ์ที่ “รุนแรง” จนดูอึดอัดอยู่หลายครั้ง

ส่วนนักแสดงที่น่าเสียดายคือ สุดา ชื่นบาน และ ปนัดดา เรืองวุฒิ ที่บทบาทของพวกเธอนั้นน้อยเกินไปที่จะแสดงความสามารถหรือทำให้ตัวละครของพวกเธอนั้นดูน่าสนใจได้ จริงอยู่ว่าพวกเธอมีเพลงเอกของตัวเอง แต่เพลงแค่เพลงเดียวคงไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเธอตีบทแตกละเอียดจนคนดูลุกขึ้นปรบมือได้

หากกล่าวมาถึงตรงนี้ จะเห็นว่าประเด็นสำคัญที่อาจจะต้องนึกคิดเวลาดูผลงานของ Scenario คือเราอยากใช้รสนิยมอย่างไรในการจับงานละครนี้ หากเราต้องการบริโภคมันด้วยรสนิยมแบบเดียวกับที่เราดูละครเวทีหลังข่าว นี่อาจจะเป็นงานที่ถูกอกถูกใจอย่างยิ่ง เพราะมันครบทุกรส เน้นการให้คนดูตื่นตาตื่นใจ ไม่ต้องสนใจเหตุผลหรืออะไรที่ได้บริโภคสมองและยกระดับจิตใจ ความสำคัญอยู่ที่การบริโภคแบบง่าย ๆ เน้นเครื่องเคียงมากกว่าเนื้อแท้ แต่ถ้าจะเอารสนิยมแบบกรรมการตัดสินละครเวที หรือตัดสินหนังที่มองกันเรื่องคุณภาพและความสร้างสรรค์แล้วล่ะก็ นี่คงเป็นละครเวทีที่กรรมการอาจจะเดินออกจากโรงกันตั้งแต่พักครึ่งกันเลยก็ว่าได้

เราเองก็ไม่อาจจะทราบได้เหมือนกันว่าเพราะความคุ้นเคยต่อวงการละครทีวีอันเป็นที่โดนโจมตีกันตลอดว่าน้ำเน่าและไร้คุณภาพนั้น ทำให้ทีมสร้างของ Scenario พ่วงรสนิยมอย่างนั้นมาใช้กับละครเวทีด้วยหรือไม่ แต่ถ้ามองที่เนื้องานที่เกิดขึ้น คงไม่แปลกถ้าใครจะเทียบละครเวทีนี้ไม่ต่างจากละครทีวีหลังข่าวที่โดนสับเละกันอยู่ทุกวัน (และก็มีคนอีกกลุ่มที่เป็นแฟนพันธุ์แท้อยู่ด้วยเช่นกัน)

นี่เรายังไม่พูดถึงเทคนิคกำกับการแสดงหรือการเลือกใช้รูปแบบใหม่ ๆ กับละครเวทีของ Scenario เช่นการให้ตัวละครเข้ามาวิ่งและเดินบนทางเดินใกล้ชิดคนดู ซึ่งหากเป็นคนที่ไม่ได้ดูละครเวทีบ่อยนักอาจจะตื่นเต้นกับวิธีการนี้ แต่แท้จริงแล้วคอละครเวทีก็จะพบว่าเขาใช้กันมาจนเกร่อแล้ว และหากพูดตรง ๆ การใช้วิธีการนี้กับละครแม่นาคพระโขนงฯ ยิ่งชี้ให้เห็นชัดว่าการตัดสินใจนี้ไม่เวิร์คอย่างรุนแรง เพราะทำให้คนดูที่อยู่คนละโลกกับละคร (ทั้งในแง่สถานที่และเวลา) สัมผัสเส้นแบ่งโลกที่เปลี่ยนไป ทั้งที่จริงแล้วกับบริบทของแม่นาคพระโขนงนั้น ไม่จำเป็นต้องให้คนดูเข้าไปข้องเกี่ยวกับโลกละครเลยแม้แต่น้อย

ถ้าการตั้งธงและกระบวนการพัฒนางานของ Scenario เกิดจากการเริ่มด้วยความคิดที่เล่นง่าย ๆ ประสาตีหัวคนดูเข้าบ้านด้วยพลังดารา และเม็ดเงินลงทุนเพื่อโปรโมท นี่ก็อาจจะไม่เป็นตัวอย่างที่ดีเลยสำหรับการสร้างสรรค์งานศิลปะจริง ๆ (แบบที่ละครบรอดเวย์แม้จะบันเทิงแค่ไหนก็ยังคงยึดแก่นนี้ไว้ไม่เปลี่ยนแปลง)

และถ้าจะบอกว่านี่คือการพัฒนารสนิยมคนดูละครเวทีของคนไทยให้ทัดเทียมกับเมืองนอกแล้วนั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการเอาเวลามาพัฒนางานตัวเองให้ดีเพียงพอจะมีคุณค่าสมกับคำพูดว่า “รสนิยม” น่าจะยังดีเสียกว่า

เพราะถ้ายังเน้นการบริโภคนิยมที่มองคุณค่าของศิลปะแค่ความบันเทิงประโลมโลกไปวัน ๆ แล้วบอกว่านี่คือสิ่งที่ดีเยี่ยมแล้วนั้น งานรางวัลศิลปะแบบมีคุณภาพอย่างออสการ์ โทนี่อวอร์ด หรือแม้กระทั่งรางวัลศิลปินแห่งชาติด้านต่าง ๆ ก็คงโดนมองข้ามและต้องมองเกณฑ์การตัดสินใหม่แล้วมั้ง

Powered by Free Wordpress Themes