เป็นอันรู้กันอยู่เสมอตั้งแต่สมัยเรียนว่า “เกษตรกร แข็งขัน เป็นกระดูกสันหลัง ของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจ เพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม” และนั่นก็น่าจะเป็นความจริงในสังคมไทยที่มีเกษตรกรอยู่ทั่วประเทศ
แต่ในสภาวะที่เมืองหลวงกำลังโตขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเทคโนโลยีและเม็ดเงินลงทุนมากมายจากทั้งในและนอกประเทศ ชาวบ้านที่อยู่ “นอกเมือง” ก็เริ่มมีช่องว่างที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ ระหว่างคนเมืองกับคนนอกเมือง และไม่แปลกที่คนมากมายจะลุ่มหลงแสงสีของเมืองที่ได้รับรู้จากสื่อต่าง ๆ จนจากบ้านมาสู่เมืองก่อนจะพบว่ามันไม่ได้สวยหรูอย่างที่เขาคิดเลยแม้แต่น้อย กลายเป็นโศกนาฏกรรมชีวิตจริงที่เห็นกันได้อยู่บ่อย ๆ รอบตัวเมืองหลวงอันแสน “ศิวิไลซ์” ของเรา
“สาวชาวนา” ละครเวทีร่วมสมัยจากเครือข่ายละครกรุงเทพ (BTN) ในเทศกาลละครกรุงเทพ เป็นหนึ่งในละครที่ยอดเยี่ยมในการถ่ายทอดเรื่องราวโศกนาฏกรรมดังกล่าวผ่านตัวละคร “มะลิ” เด็กสาวของครอบครัวชาวนาซึ่งกระโดดขึ้นรถไฟเข้ามายังกรุงเทพโดยที่เธอไม่รู้เลยว่านั่นทำให้ชีวิตของเธอพลิกผันไปตลอดกาล
หลังจากมะลิเข้ามาในกรุงเทพด้วยความช่วยเหลือของประวิทย์ นักพฤษศาสตร์ที่เจอกันบนรถไฟ แต่ความช่วยเหลือก็แฝงไว้ด้วยความปราถนาของประวิทย์ที่มีต่อตัวมะลิ จนกลายเป็นความสัมพันธ์หลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ หลังจากนั้น ขณะเดียวกัน เธอก็เริ่มทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคมกับกลุ่มต่าง ๆ โดยมีสืบศักดิ์ เป็นชายหนุ่มที่คอยสนับสนุนและแนะนำ
เมื่อเวลาผ่านไป มะลิเริ่มมีบทบาทมากขึ้นกับการริเริ่มโครงการปลูกข้าวปลอดสารพิษภายใต้ชื่อ “ข้าวสาวชาวนา” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและทำให้สืบศักดิ์ซึ่งดูแลโครงการอยู่นั้นมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วจนในไม่ช้าเขาก็ละทิ้งโครงการเพื่อมุ่งสู่การเป็นนักการเมืองจากชื่อเสียงที่เขาได้รับ คงเหลือแต่มะลิที่พยายามจะปลูกข้าวปลอดสารและทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออยู่แม้ว่าจะไม่มีใครเหลียวมองและสนใจเลยก็ตาม และนั่นนำไปสู่เรื่องราวอันน่าเศร้าของชีวิตเด็กสาวชาวนาที่พยายามจะยืนหยัดแต่ไม่อาจจะต้านทานกระแสของโลกที่เปลี่ยนไป
ความน่าทึ่งและยอดเยี่ยมอย่างมากของ “สาวชาวนา” เริ่มขึ้นจากบทละครที่ดัดแปลงจากบทดั้งเดิมของ Hideki Noda (ชื่อภาษาอังกฤษคือ Girl of the Soil) ที่แม้จะถูกเขียนขึ้นเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว แต่กลับมีความใกล้เคียงแตะเชื่อมโยงกับสังคมไทยในปัจจุบันได้อย่างน่าประหลาด ซึ่งบทละครของ “สาวชาวนา” นั้นเต็มไปด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องที่ทั้งหนักแน่นและมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ กลวิธีการเล่าเรื่องราวของสาวชาวนานั้นใช้วิธีการตัดสลับกลับไปกลับมาระหว่างปัจจุบันกับอดีต ซึ่งนั่นทำให้ “ความจริง” ที่ผู้ชมได้รับรู้นั้นซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น และกระบวนการนี้ทำให้ผู้ชมได้พบสิ่งที่น่าค้นหาอยู่ตลอดเวลา
เพราะ “ความจริง” ที่เราได้รับทราบในฉากก่อนหน้านี้ อาจจะเป็นแค่ความจริงตื้น ๆ ที่บดบังเรื่องราวที่ซ่อนลึกไว้อีกหลายชั้น จากที่เราคิดว่า “รู้แล้ว” ก็อาจจะกลายเป็นว่าเรายังไม่รู้อะไรเลยแทนได้ในไม่กี่ฉากถัดมา
นอกจากนี้ บทละครยังมีความลึกซึ้งลงไปในประเด็นความล่มสลายของจิตใจที่ถูกกัดกร่อนในสังคมเมือง ประเด็นด้านมนุษยธรรม กิเลส ตัณหาของมนุษย์ รวมทั้งกระแทกลงไปในสังคมชนบทที่กำลังได้รับอิทธิพลจากโลกาภิวัฒน์ คนที่ปรับตัวตามมันไม่ได้ก็อาจจะกลายเป็นเหยื่อของกระแสนั้นไปได้อย่างไม่ยากเย็น และนั่นน่าจะเป็นปัญหาที่ผู้ชมอย่างเรา ๆ ต้องนำไปขบคิดและ “รู้สึก” ก่อนที่เราจะกลายเป็นหนึ่งในเหยื่อเหล่านั้น
นอกจากความโดดเด่นด้านบทละครแล้ว สิ่งที่ช่วยเสริมให้ละครนั้นน่าสนใจอย่างมากคือการกำกับและใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการสร้างฉากต่าง ๆ ที่มาปะติปะต่อกันอย่างไหลลื่น เพราะแม้ว่าการเล่าเรื่องจะประกอบไปด้วยฉากหลายฉากที่ตัดสลับกันไปมา แต่นิกร แซ่ตั้ง ผู้กำกับก็สามารถร้อยเรียงต่อกันได้อย่างเป็นเนื้อเดียวตลอดการแสดง การเลือกใช้อุปกรณ์ประกอบฉากเพียงเล็กน้อย แต่ใช้ Movement ของนักแสดงและรูปแบบต่าง ๆ ของ Blocking เป็นการอธิบายฉากต่าง ๆ นั้นกลายเป็นสีสันที่ทำให้การชมละครตลอดสองชั่วโมงไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายเลยแม้แต่น้อย ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมในการ “เลือก” เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อที่จะสื่อสารกับผู้ชม
ในขณะเดียวกัน ทีมนักแสดงของสาวชาวนายังเป็นเสมือนการรวม “ตัวจริง” ของวงการละครเวทีไทยจากกลุ่มละครต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแปดคูณแปด B-Floor เสาสูง New Theater Society และเบบี้ไมม์ พ่วงด้วยทีมงานจาก พระจันทร์เสี้ยวการละคร คณะละครสมมติ ซึ่งแม้ชื่อกลุ่มละครเหล่านี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่ถ้าเทียบชั้นฝีมือแล้ว คนกลุ่มนี้คือศิลปินด้านละครเวทีที่โดดเด่นเทียบชั้นกับศิลปินต่างชาติได้สบาย ๆ
ผลงานละครเวที “สาวชาวนา” น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของละครเวทีไทยประจำปีนี้ ทั้งในการสร้างงานที่มีคุณค่า สามารถเชื่อมโยงประเด็นด้านสังคมเข้ากับศิลปะ และยังคงความสามารถในการสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมได้ จึงไม่น่าแปลกใจอะไรหากละครเรื่องนี้จะได้รับรางวัลละครเวทียอดเยี่ยมประจำเทศกาลละครกรุงเทพ ประจำปีพ.ศ. 2552 ก่อนจะบินไปแสดงที่ Tokyo Metropolitan Art Space ที่ประเทศญี่ปุ่น
เรื่องน่าเสียดายอย่างเดียวที่ผู้เขียนพอจะนึกออกในการไปชม “สาวชาวนา” ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (หอประชุมเล็ก) คือมีคนที่รับทราบข่าวคราวของละครเรื่องนี้น้อยมาก และพาลทำให้คิดไปว่าทำของดี ๆ อย่างนี้คนไทยกลับไม่มีโอกาสได้มาชมกัน!!!