วันดับฝัน End Your Dream

เคยคิดไหมครับว่าความฝันกับความจริงต่างกันอย่างไร ต่างกันเพราะว่าฝันคือตอนหลับ ส่วนความจริงคือตอนตื่น ความฝันสามารถบังคับได้ แต่ความจริงไม่สามารถบังคับได้

หรือเอาง่าย ๆ คือฝันไม่มีทางเป็นความจริง (หรือเปล่า?)

และถ้าความฝันนั้นไม่ใช่ความจริง แล้วคนเราจะฝันทำไมกันเล่า?

“วันดับฝัน” ละครเรื่องล่าสุดจาก 8X8 หยิบจับประเด็นเกี่ยวกับความเชื่อที่เบาบาง ไร้ความเป็นวัตถุนี้ออกมาขุดคุ้ยและหาคำตอบภายใต้บรรยากาศหม่น ๆ แต่แฝงไว้ด้วยแสงสว่างของความหวังที่แม้จะเรือนรางแต่ก็พอชี้ทางให้คนดูรู้สึกดีกับสิ่งที่เรียกว่า “ฝัน”

เรื่องราวของวันดับฝันเริ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในการที่เราจะทำความรู้จักกับ “เอก” ชายหนุ่มผู้ที่มีความฝันและรักที่จะฝันซึ่งอาศัยอยู่กับผึ้ง แฟนสาวของเขา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ชมก็จะพบว่าเราไม่ได้อยู่ในโลกความจริงหรอก แต่กลับอยู่ในโลกความฝันของเอกที่เขาพยายามจะจัดการชีวิตในความฝันให้ไม่เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง

สิ่งที่เอกเผชิญในความจริงอาจจะเป็นเรื่องที่โหดร้าย เช่นการพบว่าเขาเป็นมะเร็งและอยู่ได้อีกไม่นาน อาชีพและความปราถนาของเขาไม่ประสบความสำเร็จ นั่นรวมไปถึงชีวิตรักของเขาที่ไม่เป็นแบบที่เขาวาด “ฝัน” ไว้

เรื่องราวที่เหลือของละครจึงอยู่ที่การค้นหาวิธีแก้ไขตัวเองของเอกและผึ้งในความฝันของแต่ละคนก่อนจะตื่นไปพบกับความเป็นจริง

สิ่งที่เก๋ไก๋อยู่ไม่น้อยตามแบบฉบับการเล่าเรื่องของนิกร แซ่ตั้ง (เขียนบทและกำกับ) คือการตัดต่อและลำดับฉากอย่างต่อเนื่องเหมือนภาพตัดแปะที่มาเอามาร้อยเรียงกันอย่างแนบเนียน รวมถึงกระบวนการเปลี่ยนฉากต่าง ๆ ที่ไหลลื่นจนไม่แปลกถ้าเราจะคิดว่านี่คือละครฉากเดียว รวดเดียวจบ

ในส่วนขอองค์ความคิดของเรื่องนั้น บทละครพยายามรวบรวมปรัชญาด้านความฝันต่าง ๆ มารวมด้วยกันโดยไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ประเด็น ๆ เดียวประเภท “ฝันที่เป็นจริง” แต่อย่างใด เราจะเห็นว่ามีไอเดียต่าง ๆ ของเรื่องความฝันมากมาย เช่นการพยายามบังคับฝันให้เป็นไปตามเจ้าของฝัน แต่บางครั้งความฝันก็ไม่เป็นอย่างนั้น รวมไปถึงการมีตัวตนของบุคคลต่าง ๆ ในภาพฝันที่มีทั้งสมจริงและบิดเบือนบิดเบี้ยวไปจนถึงขั้น “เฮี้ยน” และ “เพี้ยน” กันเลยทีเดียว

จะว่าไปแล้ว ถ้าใครเคยศึกษาบทละครเรื่อง “A Dream Play” (มีเวอร์ชั่นภาษาไทยคือ “นิมิตรมายา”) ก็จะพอเห็นลักษณะร่วมบางอย่าง นั่นคือการที่ภาพในละครนั้นมีส่วนผสมของ “ความจริง” และ “เหนือจริง” เกี่ยวกระหวัดกันไปอยู่เนือง ๆ ฉะนั้นหากจะจับละครนี้ด้วยมุมมองของหลักเหตุผลในโลกความจริงก็คงจะต้องโวยออกมาดัง ๆ ว่า “นี่มันบ้าชัด ๆ” เป็นแน่ แต่ถ้าหากมองในภาพรวมและยอมรับพื้นฐานความจริงของสิ่งที่เรียกว่า “เหนือจริง” แล้วนั้น ก็จะพบว่าละครเรื่องนี้มีความละเอียดลึกซึ้งอยู่มากมายเลยทีเดียว

ประเด็นที่สำคัญของละครเกี่ยวกับมีตัวตนของ “ความฝัน” และสาระสำคัญของมันต่อชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่ถูกนำเสนออยู่ผ่านทางตัวละครของเอกและผึ้ง ขณะที่เอกนั้นพยายามมีความฝัน อยู่กับฝัน แต่ผึ้งกลับเลือกจะมองที่ความจริงและต่อต้านความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงได้ ท้ายที่สุดละครก็ไม่ได้สรุปว่าวิธีไหนคือวิธีที่ถูกต้อง สำหรับมนุษย์บางคนก็อาจจะเลือกอยู่กับความฝันและมีความสุขกับมันมากกว่าจะอยู่กับความเป็นจริงแม้จะถูกเรียกว่า “เพ้อฝัน” ก็ตาม

สัญลักษณ์ที่น่าสนใจคือ “หมอก” และ “ควัน” ในเมืองกรุงที่ตัวละครทั้งสองคนพูดถึงในตอนต้นและท้ายเรื่อง เพราะทั้งสองอย่างนั้นคล้ายกันเหลือเกิน เพียงแต่ว่าเราจะมองมันเป็นอะไร และมองมันด้วยความสวยงามหรือไม่

ส่วนตัวละครต่าง ๆ มองเห็นอะไรนั้น ไปดูกันในโรงละครจริงจะดีกว่านะครับ :D

โดยส่วนตัว ผมค่อนข้างชอบบทละครในช่วงครึ่งแรกของเรื่องที่ดูกระชับและต่อเนื่อง ดูสนุกและคึกคักอยู่มากโข แต่ในช่วงหลัง ๆ ที่ตัวละครหลักพยายามโต้ตอบกันนั้น ผมรู้สึกว่าเป็นช่วงที่ “สอน” และ “ท่วม” มากไปอยู่สักหน่อย อาจจะเพราะบรรยากาศของเรื่องที่มืดหม่นแถมด้วยบทพูดที่ไม่ได้กระชับอย่างช่วงแรก ๆ ด้วย

ส่วนเรื่องการแสดงของนักแสดงขาประจำนั้น ก็ยังเป็นสไตล์ของคณะละครนี้อยู่เช่นเคย นักแสดงที่เราคุ้นหน้าอย่าง เกี้ย – ศักดิ์ชาย เกียรติปัญญาโอภาส และ เอ๋ – ภาวิณี สมรรคบุตร ก็ยังดูน่าสนใจเช่นกับที่พวกเขาได้รับบทเด่น ๆ ในละครเรื่องอื่น ๆ แถมยังพ่วงด้วยนักแสดงจอมขโมยซีนอย่าง เดีย-อาคีรา โหมดสกุล ที่เราจะอมยิ้มกันทุกครั้งที่เธอออกมา

แต่อ่านถึงตรงนี้แล้วอย่าคิดว่าจะได้ดูแบบเดียวกับที่ผู้เขียนได้ดูมา เพราะละครเรื่องนี้ทำกันถึงสามเวอร์ชั่น (ไม่รู้ว่าจะแข่งกับแม่นาคสามเวอร์ชั่นหรือเปล่า..ฮา) กล่าวคือนักแสดงทั้งหกคนจะผลัดกันเป็นตัวละครเอกในแต่ละรอบ ฉะนั้นถ้าคุณไปเจอรอบที่นักแสดงอื่นเป็นตัวละครหลักก็อย่าแปลกใจถ้าได้รับการตีความบทและการแสดงที่จะไม่ตรงกับที่อ่านมาเลยแม้แต่น้อย

เรียกกันว่าถ้าจะเอาให้ครบรส ก็ตีตั๋วไปดูกันสามรอบกันเลย!!! และนี่อาจจะเป็นลูกเล่นใหม่ ๆ ที่แฟน ๆ 8×8 อาจจะบ่นอุบอิบกันบ้างเล็กน้อย

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างจะชอบคือดนตรีและเพลงที่เลือกนำมาใช้ในแต่ละช่วงของการแสดงซึ่งแม้เพลงเหล่านี้จะไม่ใช่เพลงที่แต่งขึ้นใหม่ หากแต่เป็นเพลงที่เราอาจจะคุ้น ๆ กันบ้าง แต่โดยรวมก็ทำให้บรรยากาศดูเคลิ้ม ๆ เหมือนอยูในความฝันได้เลยทีเดียว

โรงละคร Democrazy Theatre Studio อาจจะเป็นโรงละครเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจจะแทบไม่รู้จัก แต่ด้วยขนาดกระทัดรัดและพื้นที่เป็นอิสระก็ช่วยให้ผู้ชมที่คุ้นเคยกับละครเวทีโรงเล็กรู้สึกชื่นชอบกับความเป็นเอกเทศของโรงละครแห่งนี้ ขณะเดียวกันกับละครแบบ “วันดับฝัน” ที่ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยฉากอลังการก็สามารถใช้พื้นที่ในการรังสรรค์ผลงานได้อย่างน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

โดยรวมแล้ว ผู้เขียนค่อนข้างจะชอบวันดับฝันอยู่พอสมควร อาจจะไม่มากเท่างานเก่า ๆ เหมือนครั้นที่โรงละครตรงตลาดสามย่าน แต่ก็นับว่าเป็นละครที่เน้นความเป็น “ศิลปะ” ทั้งการเล่าเรื่อง บทละคร และการแสดง อยู่มากโข และถ้าใครเป็นคอละครเวทีนอกกระแสแล้วล่ะก็ นี่ก็เป็นงานเรื่องแรกของ 8×8 ในปีนี้ที่ไม่ควรจะพลาดเลยทีเดียว

Powered by Free Wordpress Themes