เมื่อตอนที่ “บอย” ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประกาศว่าจะจับมือ “บอย” โกสิยพงษ์ นำบทเพลงอันไพเราะและฮิตมาเรียบเรียงใหม่ให้กลายเป็นละครเพลงที่น่าประทับใจ พร้อมด้วยนักแสดงนำที่คุ้นชื่อและคุ้นเสียงกันเป็นอย่างดีนั้น แน่นอนว่ามันสามารถสร้างกระแสที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะเพลงของบอย โกสิยพงษ์นั้นขึ้นชื่อในด้านความอิ่มเอิบของความรักอยู่แล้ว หากมาทำเป็นละครเพลง ก็คงจะประทับใจไม่แพ้กัน แถมยังมีการพ่วงโฆษณาว่าละครของค่าย Scenario นั้นเป็นละครเวทีคุณภาพในด้านความโรแมนติก (?) และการแฝงประเด็นด้านความรักอย่างลึกซึ้ง (?)
เอาล่ะ นั่นคือสิ่งที่สื่อมวลชนและทีมประชาสัมพันธ์ของบริษัท Scenario พยายามจะบอกพวกเรามาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ท้ายที่สุดเมื่อผมเดินออกจากโรงละครรัชดาลัยในรอบ Preview ของ “ลมหายใจ เดอะมิวสิคคัล” เมื่อคืนวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา ผมก็อยากฝากข้อความไปบอกกับทีมงานว่า ไม่ต้องเอาเพลงมาทำเป็นละครหรอก เอานักร้องที่แสดงมาออกเทปแบบร้องใหม่ก็พอ เพราะที่เห็นบนเวทีตลอดสองชั่วโมงครึ่งน่ะ มันเสียของ!!!
เรื่องราวของลมหายใจ เดอะมิวสิคคัลนั้น เริ่มขึ้นในคืนวันหนึ่ง ในวันที่พัด (มอส ปฏิภาณ ปฐวีกานต์) เตรียมจะขอฝน (นิโคล เทริโอ) แต่งงาน ณ ร้านของเจ๊ฉัตร (รัดเกล้า อามระดิษ) เรื่องราวดำเนินไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่การที่พัดง้อฝนจนเตรียมจะเข้าพิธีแต่งงาน แต่ก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศและประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ความโศกเศร้าจากการสูญเสียยังคงฝังใจทั้งตัวฝน เจ๊ฉัตร และพาย (แก้ม เดอะสตาร์) น้องสาวของพัด อยู่ตลอดเวลา และเมื่อเวลาผ่านไป ความเศร้าใจนี้ยังเป็นแผลที่ทำให้ตัวละครต่าง ๆ ติดอยู่ในบ่วง แม้แต่ฝนที่พยายามจะเริ่มรักใหม่กับต่อ (อ๊อฟ ปองศักดิ์) ก็ยังมีปัญหา ความเดือดร้อนนี้จึงกลายเป็นสิ่งที่ทำให้พัดต้องกลับมาจากโลกวิญญาณเพื่อมาแก้ไขและช่วยเหลือคนที่เขารักให้หลุดพ้นจากบ่วงนี้เสียที
ถ้ามองในประเด็นเรื่องความรักที่ทำให้คนเรามีทั้งทุกข์ทั้งสุข ทั้งติดกับและเป็นอิสระ รวมทั้งเป็นแรงขับที่ให้คนเรายอมทำอะไรเพื่อคนอีกคนหนึ่ง ก็นับว่าเป็นประเด็นที่ดีและน่าจะสอดคล้องไปกับเนื้อเพลงที่ว่า “เธอคือลมหายใจ เธอคือทุกอย่าง จะรักเธอไม่มีวันจาง ไปจากใจ…” แม้ว่าเพลงดังกล่าวจะถูกนำมาร้องแค่ช่วงต้นและแทบไม่ได้ตอกย้ำหรือปลุกเร้าเพื่อนำไปสู่อะไรก็ตาม แต่นี่ก็นับเป็นอีกครั้งที่ทีมเขียนบทของ Scenario ยังมีปัญหาเดิม ๆ กับการผูกร้อยเรื่องราว สร้างการติดตามและการเรียนรู้ของตัวละครเพื่อนำไปสู่การค้นพบแก่นสารของเรื่อง ซึ่งท้ายที่สุดละคร ลมหายใจ เดอะมิวสิคคัลก็ยังล้มคะมำเพราะลื่นไถลบนผิวหน้าของความคิดแต่ไม่ได้ดำดิ่งไปกับมันเลย
ปัญหาเดิม ๆ ที่ว่าก็ไม่พ้นการที่ละครพยายามจะสอดแทรกมุกตลกแบบตลกซิทคอมที่เห็นในทีวี ไม่ว่าจะเป็นตลกเพศที่สาม ตลกเล่นเสียง เล่นท่าทาง ตลกตึ่งโป๊ะแบบคาเฟ่ ตลกล้อเลียนคนต่างด้าว รวมทั้งตลกในมุขสองแง่สองง่าม ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะมีไปทำไมเพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่อง แถมยังเป็นการเบรกอารมณ์คนดูที่พยายามจะ “อิน” กับเพลงและบรรยากาศ (ที่มันก็ไม่ได้ดื่มด่ำมากมายเสียเท่าไรอยู่แล้ว)
นั่นรวมไปถึงจังหวะการแทรกเพลงเข้าไปในบทละคร ที่แม้บางอันจะทำได้ต่อเนื่องสวยงาม แต่หลาย ๆ ครั้งก็ดูจะเงอะ ๆ งัก ๆ เหมือนจงใจแทรกเข้ามาเพื่อให้นักแสดงได้โชว์พลังเสียงกัน แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่ว่าบทเพลงส่วนมากนั้นสามารถคล้อยไปกับเรื่องราวหรือความต้องการในฉากนั้น ๆ ได้ ไม่เช่นนั้นก็คงได้ออกทะเลกลายเป็นคอนเสิร์ตไปเสียนี่
อีกปัญหาของบทละครที่ยังต่อเนื่องมาจากละครเรื่องก่อน ๆ คือความเป็นเหตุเป็นผลของละคร เพราะแม้ว่าละครจะบอกตัวเองว่ามีความ Fantasy อยู่ ไม่ว่าจะเรื่องการหยุดเวลา การกลับมาของวิญญาณ แต่ตัว Fictional Truth ตรงนั้นก็ไม่ได้อธิบายที่มาที่ไปอย่างชัดเจนนัก แต่อาศัยการคลุมเครือของเรื่องและฉากที่ตัดสลับกันอยู่ตลอดพอเนียน ๆ ไปได้เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลที่สวรรค์ยอมเลือกให้พัดมีโอกาสกลับมาช่วยเหลือคนรอบข้าง วิธีในการช่วยเหลือของพัด การพัฒนาและการเติบโตของตัวละครต่าง ๆ รวมไปถึงบทสนทนาหลายช่วงที่รวบรัดตัดความโครงเรื่องแบบมัดมือคนดูแล้วจูงให้เดินตาม แต่เอาเวลาที่น่าจะมาลงรายละเอียดกลับไปใส่กับมุกตลกหรือ Activity อื่น ๆ ที่ไม่เห็นจะจำเป็นอะไรกับเรื่อง
ผลที่ตามมาคือตัวละครในเรื่องจึงออกมาค่อนข้างจะ ทื่อ ซื่อ และถูกนำเสนอในไม่กี่ด้าน แม้แต่ตัวพัดกับฝนเอง ที่แม้จะใช้เวลาพรรณาพร่ำพรูเพลงรักมากมาย แต่ก็ไม่ได้มีอะไรส่งมาให้เรารู้สึกถึง “ความรัก” ที่มันเอ่อล้นจนถึงขนาดสวรรค์ต้องยอมให้โอกาสได้ (หรือไม่สวรรค์ก็คงให้โอกาสคนตายทุกคนเสียกระมัง)
นั่นไม่รวมไปถึงกระบวนเพลงต่าง ๆ ที่พยายามจะร้อยเรียงกันมานำเสนอ ถูกจังหวะบ้าง แปลก ๆ บ้าง ซึ่งสุดท้ายก็เลยไม่ได้นำไปสู่อะไรนอกจากคนพยายามอิ่มเอิบกับเพลงที่ตัวเองคุ้นหูถูกขับร้องและเรียบเรียงออกมาใหม่ (และหลาย ๆ เพลงก็เรียบเรียงออกมาแล้วรู้สึกว่าของเก่าดีกว่าเยอะมาก ๆ ด้วยซ้ำไป)
รัดเกล้า อามาระดิษ คงเป็นส่วนที่ดีที่สุดของละครเรื่องนี้ทั้งในการแสดงและเสียงร้อง ที่พอจะทำให้เราประทับใจในทั้งตัวบทเพลง และตัวละครที่ดูจะเป็นผู้เป็นคนที่สุดในเรื่อง และคงไม่แปลกถ้าเธอจะได้รับเสียงปรบมือที่ดังที่สุดเมื่อละครจบลง ส่วนอ๊อฟปอง ศักดิ์และแก้ม เดอะสตาร์นั้นก็โชว์เสียงร้องที่น่าประทับใจไม่น้อย เพียงแต่บทบาทที่พวกเขาได้รับนั้นไม่ได้ส่งเสริมให้แสดงความสามารถด้านการแสดงเสียเท่าไร และคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรเพื่อพิสูจน์ตัวเองบนเวทีละครเวที ในขณะที่มอส ปฏิภาณ กับ นิโคล เทริโอนั้น แม้จะได้รับบทตัวละครหลักก็ไม่ได้มีอะไรน่าประทับใจเป็นพิเศษ คงพอมีเสียงร้องที่พอจะกลบ ๆ แอคติ้งที่ยังงง ๆ หรือเน้นการฟูมฟายแบบละครทีวีไปได้
เอกชัย เอื้อครองธรรม อาจจะฝากผลงานที่น่าชื่นชมทั้งภาพยนต์และละครเวทีในต่างประเทศจนได้มีโอกาสทำละครเพลงเรื่องนี้ แต่น่าเสียดายที่ผลงานครั้งนี้ไม่ค่อยน่าประทับใจหรือแสดงศักยภาพตามที่ข่าวประชาสัมพันธ์พยายามจะชูเครดิตออกมา อาจจะมีบางส่วนที่น่าสนใจเช่นการวาง Blocking หรือการจัด Form และ Gesture ของคอรัสที่ออกมา แต่มันก็ไม่สามารถดึงส่วนหลักของเรื่องที่จมอยู่ได้
ส่วนสำหรับคนที่ชื่นชอบเทคนิคฉากหรือเทคนิคพิเศษของค่าย Scenario นั้น ก็น่าจะผิดหวังกับละครเรื่องนี้อยู่ไม่น้อยเพราะไม่ได้มีฉากไหนที่ดูแล้วน่าตื่นตาตื่นใจแบบเรื่องก่อน ๆ และรอบที่ได้ดูมานี้ก็ยังมีจุดผิดพลาดหลายจุดซึ่งคงต้องได้รับการปรับปรุงหรือออกแบบแก้ไขเพิ่มเติมก่อนจะเปิดแสดงจริง
มาถึงตรงนี้ ละครลมหายใจ เดอะมิวสิคคัลก็ยังคงแบบฉบับละครเวทีของ Scenario ที่เน้นการบันเทิงเริงรมย์แบบ Soap Opera ทำนองว่าไม่ต้องคิดอะไรมาก ขอแค่คุณปลื้มดารา ปลื้มบทเพลงก็น่าจะเพียงพอกับการตีตั๋วเข้าไปชมละครเวทีเรื่องนี้ และถ้าคนที่ต้องการอะไรแบบละครทีวีหลังข่าวในช่องฟรีทีวีต่าง ๆ รวมไปถึงตลกซิทคอมของไทยที่เห็นกันอยู่ดาษ ๆ สิ่งที่ละครเรื่องนี้นำเสนอก็น่าจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีเพราะมีครบทุกรส ไม่ว่าจะเศร้า รัก โรแมนติก ตลก โปกฮา แม้ว่ามันอาจจะไม่สุดไปทางใดทางหนึ่งเลยก็ตาม
แต่ถ้าคนหวังว่าจะได้ดูละครเวทีดี ๆ มีคุณภาพด้วยการเอาเพลงมาร้อยเรียงแบบที่เรียกว่า Jukebox Musical อย่างที่ MAMA MIA ทำนั้น ละครเรื่องนี้ยังห่างไกลอยู่มากโข