นางฟ้านิรนาม…ถ้าต้องสู้เพื่อเปลี่ยนแปลง คุณจะกล้าไหม?

เคยสงสัยกันไหมครับ ว่าคนธรรมดา กับคนที่เขาได้รับการยกย่องในการสร้างคุณประโยชน์นั้นต่างกันตรงไหน? หลายคนอาจจะบอกว่ามันสมอง การศึกษา บุญวาสนา ฯลฯ แต่จริง ๆ แล้ว มันอาจจะง่ายกว่านั้น นั่นคือกำลังใจของคนที่จะลุกขึ้นมาและไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่ขัดขวางพวกเขาไว้

ชีวิตของ ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์ ที่เรียงเรียงและเล่าผ่านตัวละครในเรื่อง “นางฟ้านิรนาม” ละครเวทีเรื่องล่าสุดจากภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็จะเป็นเรื่องราวการเดินทางที่จะทำให้เราได้เห็นพลังของความเชื่อ พลังของความกล้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้กับโลกด้วยการต่อสู้กับสิ่งที่เป็นเชื้อโรคร้ายที่กำลังคร่ามนุษยชาติ

จุดเริ่มต้นของนางฟ้านิรนามเริ่มตั้งแต่วัยเด็กของดร. กฤษณา พร้อม ๆ กับการเริ่มต้นของประวัติศาสตร์โรคแอดส์ในประเทศไทย และเมื่อเวลาผ่านไปจนโรคร้ายระบาดไปทั่วประเทศไทย มันก็บรรจบกับการที่ดร. กฤษณาได้รับตำแหน่งที่องค์การเภสัชกรรมไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มของการต่อสู้ระหว่างคนไทยคนหนึ่งกับโรคที่ทุกวันนี้ยังเป็นโรคที่ “ไม่สามารถรักษาได้”

สำหรับคนที่อาจจะไม่เข้าใจ ก็ต้องอธิบายก่อนว่ายาที่ทีมงานของ ดร. กฤษณา คิดขึ้นมานั้นไม่ใช่ยาที่ทำให้รักษาโรคแอดส์หายขาด แต่เป็นยาที่ให้ผู้ติดเชื้อนั้นได้กินเพื่อให้อาการไม่ลุกลามหรือหนักกว่าเดิม ซึ่งในสมัยก่อนนั้นยามีราคาที่สูงมากและต้องใช้ปริมาณมาก ฉะนั้นการที่จู่ ๆ จะมีคนไทยคนหนึ่งคิดค้นยาที่ราคาถูก และลดความยุ่งยากลงได้จึงถึือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะน่าตกตะลึงอยู่ไม่น้อย แต่กว่ายาดังกล่าวจะถูกนำออกมาจำหน่ายได้นั้น มีอุปสรรคที่มากกว่าแค่เชื่อโรคธรรมดา แต่ยังรวมไปถึงมนุษย์เราเองที่กีดกันมันเนื่องจากคำว่า “ผลประโยชน์” และ “กำไร” โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ผู้ป่วยมากมายกำลังรอคอยความช่วยเหลือ

และถ้าเปรียบเปรยคร่าว ๆ แล้วจะพบว่าแม้เชื้อโรคในห้องแลบที่ว่าร้ายแล้วนั้น เชื้อโรคในร่างมนุษย์นั้นน่ากลัวเสียยิ่งกว่า เพราะในเรื่องการต่อสู้ของดร. กฤษณากับเชื้อโรคเอดส์นั้นกินเวลาน้อยกว่าที่เธอต้องต่อสู้ฟ้องร้องกับบริษัทยาที่ต่อต้านและบีบคั้นให้เธอถอนตัวจากโปรเจคช่วยมนุษยชาตินี้เพียงเพราะพวกเขากำลังเสียผลประโยชน์

ต้องยอมรับว่าตัว “เรื่อง” ของ “นางฟ้านิรนาม” นั้น เต็มไปด้วยพลังและจิตวิญญาณของมนุษย์ที่พยายามต่อสู้เพื่อสิ่งที่เรียกว่าความถูกต้องอยู่สูงมาก และไม่แปลกถ้าผู้คนมากมายจะชื่นชอบและยกย่องกับคุณความดีที่ดร.กฤษณาได้ทำไว้ให้กับโลก (เพราะในตอนท้ายเราก็จะรู้ว่าเรื่องราวของเธอไม่ได้จบลงที่ประเทศไทยแต่อย่างใด) ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนมองว่านี่คือเรื่องราวของมนุษย์ชั้นเยี่ยมที่มีความอัศจรรย์และสร้างแรงบันดาลอย่างมากให้กับผู้ชมที่ได้เข้าชม

แต่ที่น่าสนใจมากขึ้นไปคือกลวิธีการเล่าเรื่องของละครที่ไม่ได้ทำให้ละครเป็นแบบละครเวทีทั่ว ๆ ไปที่ใช้ตามขนบเดิม ๆ กล่าวคือ “นางฟ้านิรนาม” พลิกวิธีเล่าเรื่องไปสู่การเปลี่ยนรูปลักษณ์ทั้งตัวบท การแสดง รวมทั้งการออกแบบภาพที่เกิดขึ้นบนเวทีทั้งหมด

จากบทที่เหมือนการปะติปะต่อเรื่องราวที่แม้ว่าจะต่อเนื่องกันตามลำดับเวลา แต่ก็เป็นเรื่องราวที่ขาดวิ่นดั่งแผ่นฟิลม์หนังที่ถูกตัดฉับหลาย ๆ ฉากมาร้อยต่อกัน รวมทั้งการปรับบทสนทนาของละครให้มีทั้ง “สมจริง” และ “เหนือจริง” ผสมผสานกันไปดังเช่นฉากที่ตัวแทนบริษัทยาพูดและเห่าเหมือนสุนัขสลับกันไป จนทำให้บรรยากาศของฉากไม่ต่างจากการที่ผู้หญิงคนหนึ่งโดนฝูงสุนัขกำลังรุมเห่า

ขณะเดียวกัน ด้านการออกแบบก็กลมลกลืนไปกับวิถีการเล่าเรื่องของบทด้วย ไม่ว่าจะมีการใช้มัลติมีเดียมากมายในการสร้างบรรยากาศ การใช้เสียง Effect ต่าง ๆ เข้ามาเสริมและเร้าบรรยากาศ ตลอดไปจนเครื่องแต่งกายต่าง ๆ ที่มีทั้งเหมือนจริงและบิดเพี้ยนไป

แน่นอนว่าสำหรับผู้ชมที่ไม่ค่อยชินกับรูปลักษณ์ละครแบบนี้อาจจะงุนงงเอาได้ แต่จริง ๆ แล้วนี่คือกระบวนการสร้างงานศิลปะรูปแบบหนึ่งของยุคสมัยปัจจุบัน นั่นคือกระบวนการหาวิถีการเล่าเรื่องที่ฉีกออกไปจากขนบธรรมเนียมเดิม ๆ เพราะเหมือนว่าวิธีเก่านั้นเล่าเรื่องได้ “ไม่เพียงพอ” ซึ่งแน่นอนว่าวิธีนี้ย่อมทำหใ้เกิดผลทั้งแง่บวกและแง่ลบ สำหรับผู้ชมที่จับจุดหรือจูนความคิดได้ ก็จะพบว่านี่คือการสื่อสารที่ “โดน” และกระตุ้นทั้งแง่ความรู้สึกและความคิดไปพร้อมกัน

ในทางตรงกันข้าม ผู้ชมหลายคนอาจจะตีตราว่าละครเรื่องนี้ “เพี้ยน” และ “ไม่รู้ว่าต้องอะไร” ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่าบทละครที่ ดังกมล ณ ป้อมเพชร ดัดแปลงจาก Cocktail ของ Ping Chong และ Vince LiCata นั้นยังมีแกนหลาย ๆ อย่างให้ผู้ชมได้จับและยึดไว้ตลอดเรื่อง ที่อาจจะดูตะกุกตะกักบ้างคือการที่มีตลกอารมณ์ขันร้าย ๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุบังเอิญหรือจงใจก็ตามของทั้งบทและนักแสดงเอง ซึ่งแม้ว่าอาจจะสร้างความสนุกและลดโทนความเครียดของละครลง แต่ก็เผลอทำให้ละครแอบเลี้ยวไปถนนอีกเส้นจนเสียจังหวะของเรื่องอยู่บ่อย ๆ

ที่น่าประทับใจมากอีกอย่างหนึ่งของละครคือการแสดงของพันพัสสา ธูปเทียน ที่แสดงในบทของ ดร. กฤษณา (ในละคร) ได้อย่างน่าทึ่ง เพราะแม้ว่าบทละครจะเต็มไปด้วยบทพูดมากมาย และหลาย ๆ ครั้งก็มีแต่ศัพท์วิทยาศาสตร์ที่ยากจะเข้าใจ แต่การแสดงของเธอก็ทำให้เรารู้สึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น รวมทั้งได้สัมผัสสิ่งที่มากกว่าคำว่า “วีรกรรม” ของตัวละคร

เหนืออื่นใด นางฟ้านิรนาม อาจจะเป็นละครที่ไม่มีสีสัน ไม่มีดาราชั้นนำมาร่วมแสดง และอาจจะถูกมองว่าเป็น “ละครนักศึกษา” แต่ถ้าผู้ชมที่ได้มีโอกาสชมละครเรื่องนี้ก็จะพบว่าละครเรื่องนี้ได้ส่งสารและองค์ความคิดอันมีค่ามากมายให้กับผู้ชม รวมทั้งสังคมไทยที่กำลังต้องการใครสักคนที่กล้าจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงเพื่อประเทศชาติ…หาใช่เพื่อตนเองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

Powered by Free Wordpress Themes