วิทยาศาสตร์ ทำให้โลกพลิกโฉมหน้าไปอย่างรวดเร็ว มรดกที่สำคัญคือการสอนให้มนุษย์คิดอย่างอาศัยตรรกะ พึ่งพา “เหตุและผล” ในการอธิบายทุกสิ่งอย่างนักคิดหลังโครงสร้างนิยมเห็นว่ากระบวนการคิดแบบ “เหตุผล” แล้วสร้าง “คำตอบ” หรือ “ความหมาย” สำเร็จรูปดังกล่าวนั้น ในที่สุดมนุษย์ก็ยอมรับ “คำตอบ” หรือ “ความหมาย” ที่ถูกสร้างขึ้นนั้น ว่าเป็น “ความจริงแท้” โดยไม่ต้องตั้งคำถามอีกต่อ อันตรายไหมครับ….การเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย!
ระบบบริโภคนิยมหนึ่งในประดิษฐกรรมของมนุษย์ก็เห็นถึงประโยชน์ต่อการใช้ชุดวิธีคิดแบบเหตุผลนี้และนำมาเป็นกลยุทธ์สำคัญในการต่อลมหายใจ โดยการสร้างความหมายให้แก่สินค้าต่าง ๆ แล้วค่อย ๆ สะกดจิตมนุษย์ให้ลุ่มหลงกับชุดคำตอบที่สร้างขึ้น และบริโภค “ความหมาย” ของสินค้ามากกว่า function ที่แท้จริง
นี่ยังเป็นคอลัมน์ Reporter Theatre อยู่นะครับ เพียงแต่ที่ผมเกริ่นมาทั้งหมด มันเกิดจากข้อคิดที่ผมคิดต่อจากละครเวทีเรื่องหนึ่งที่ผมได้ไปชมมา… ความรักและเงินตรา
อัจจิมา ณ พัทลุง นักการละครไทยผู้มีประสบการณ์ด้านละครในหลากหลายบทบาท ณ ประเทศ อังกฤษ เธอประทับใจบทละครเรื่อง “ Love and Money” ของ Dennis Kelly ซึ่งต้นฉบับนั้นเป็นละครที่ได้รับรางวัล Olivier Awards อันทรงเกียรติจากประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2550 จึงนำมาดัดแปลงบทและกำกับการแสดงเสียใหม่ให้เป็นบริบทแบบไทย โดยใช้ชื่อเรื่องว่า “ความรักและเงินตรา” เปิดรอบการแสดงที่ Democrazy theatre studio อยู่แถว ๆ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลุมพินี ในระหว่างวันที่ 6 – 15 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา
หลังจากที่ได้ชมละครเรื่องนี้ ผมประทับใจบทละครเรื่องนี้มาก คิดอยู่ในใจว่า สมแล้วที่เป็นบทละครที่มีรางวี่รางวัลติดมือมาด้วย เนื้อเรื่องของความรักและเงินตราว่าด้วยเรื่องราวของคนตัวเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์กันทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมีฉากหลังหรือบริบททางสังคมที่ซับซ้อนของผู้คนในสังคมเมือง ภายใต้ระบบบริโภคนิยมที่ส่งผลต่อการคิด การตัดสินใจ การต่อต้าน ตลอดจนพฤติกรรมผิดปกติของพวกเขา
จริง ๆ เนื้อหาของความรักและเงินตรา ก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไร หากเล่าเรื่องตามขนบเดิมก็อาจเล่าให้คุณอ่านได้ว่า สองสามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานกัน กฤษณ์เป็นอาจารย์ (เดาว่าสอนมหาวิทยาลัย) ฝ่ายหญิงชื่อเจนหลักลอย มีอาการทางจิตที่เรียกว่าโรคบ้าชอปปิ้ง (Oniomania) พอเจนมีการอาการหนักเข้าก็ต้องเข้ารับการบำบัดพร้อม ๆ กับทิ้งหนี้ไว้ให้กฤษณ์อีกกว่าสองล้าน กฤษณ์ผู้ทำงานมีเกียรติแต่รายได้น้อย ต้องลาออกจากงาน มาสมัครงานเป็นเซลล์ อาชีพ 1 ดาว แต่รายได้ 5 ดาว กับแววแฟนเก่าโรคจิตอีกเช่นกัน (ผู้ชายคนนี้ ทำไมมีแฟนแต่ละคนโรคจิตทั้งนั้นนะ) เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อหาเงินมารักษาภรรยาและปลดหนี้ แม้กระทั้งการแอบขายบริการทางเพศ (ไหน ๆ จะเซลล์แล้ว ก็เซลล์มันให้หมดไป) เมื่อเจนดีขึ้นพอจะกลับไปทำงานทำการได้บ้าง ก็เกิดอาการกำเริบอีก เมื่อกดดันมากเข้า กฤษณ์จึงลงมือฆ่าเจนเพื่อจบปัญหา หลังจากนั้นเขามีกิ๊กใหม่กับสาวเกาหลีชื่อ โซจิน ที่เจอกันระหว่างทำงานด้วยกันคราวหนึ่ง แรก ๆ ก็ดูดี เธอดูเหมือนจะเป็นคู่ที่เหมาะสมกับเขา แต่เมื่อเขาเล่าเรื่องราวของเขาให้เธอฟัง อย่างที่เธอขอ เธอกลับเป็นฝ่ายที่รับไม่ได้และจากไปอย่างเงียบ ๆ
ความพิเศษของบทละครเรื่องนี้ อยู่ที่กลวิธีการเล่าเรื่อง ที่ทำให้ผู้ชมไม่คุ้นเคยกับเรื่องราวที่คุ้นเคย เพื่อให้ผู้ชมได้ใช้สมองไปพร้อมๆ กัน ละครแบ่งออกเป็น 7 ฉาก ที่ไม่ต่อเนื่องกัน แต่จะบอกรายละเอียดบางอย่างว่า ฉากนี้ไปเกี่ยวพันกับฉากก่อนหน้าอย่างไร โดยเล่าความสัมพันธ์ของตัวละครทีละคู่ ยกเว้นฉาก 3 ที่มีการใช้นักแสดง 3 คน แต่อีกคนไม่มีบทบาทอะไรมาก แต่ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเรื่อง กับฉากที่ 4 ซึ่งตัวละครทั้งหมดออกมาชุมนุมกัน และแสดงเดี่ยวของเจนในตอนจบของเรื่อง ซึ่งทั้งฉาก 4 และฉากสุดท้ายนี้ เป็นเสมือนการสรุปแนวคิดสำคัญของเรื่องไว้ในแต่ละช่วง กล่าวคือ ฉาก 4 เป็นการสรุปประเด็นของฉาก 1- 3 ส่วนฉากสุดท้าย เป็นการร้อยความคิดและเหตุการณ์ของฉากที่ 5 – 6 และเป็นการสรุปแนวคิดของเรื่องทั้งหมด
กลวิธีการเล่าเรื่องที่สลับเหตุการณ์ ไม่ต่อเนื่อง การพูดถึงความสัมพันธ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมและผลกระทบของมัน เป็นวิธีคิดงานของศิลปินในยุคหลังสมัยใหม่ที่มักตั้งคำถามท้าทายกับความคิดความเชื่อเดิม ๆ แล้วรื้อโครงสร้างของคำตอบแบบเดิม ๆ นั้น แล้วเรียงใหม่ สลับตำแหน่งใหม่เพื่อให้เห็นความหมายบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ ความรักและเงินตราไม่เพียงรื้อสร้างความหมายของบริโภคนิยมและเตือนผู้ชมว่าเงินตราไม่ใช่คำตอบทั้งหมดเท่านั้น แต่ยังก่ออารมณ์สะเทือนใจต่อชะตากรรมของมนุษย์ที่พ่ายแพ้แก่สิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นด้วย ฉากที่เจนในฐานะคนป่วยโรคจิตพูดในตอนท้ายเรื่อง จึงอาจเป็นสัญลักษณ์ว่าคนที่จะลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์การคิดแบบวิทยาศาสตร์ รวมทั้งการวิพากษ์ว่าบริโภคนิยมที่ใช้โทรทัศน์มอมเมาผู้คนอย่างไร เป็นสิ่งที่ “คนบ้า” เท่านั้นที่จะทำกัน การสร้างตัวละครแต่ละตัวที่มีอาการป่วยทางจิตในรูปแบบต่าง ๆ จึงอาจเป็นการชี้ให้เห็นความบอบช้ำของมนุษย์ทั้งระบบ ที่พยายามหาทางเยียวยาตนเองในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ในสังคมบริโภคนิยมนี้ให้ได้
จุดเด่นในการกำกับของอัจจิมา คือการสร้างบรรยากาศของเรื่องได้ดี ให้ความสำคัญกับภาพบนเวที การออกแบบทุกอย่างจึงดูมีสไตล์ เน้นการออกแบบแสง สี เครื่องแต่งกายที่ดูดี ฉลาด และกลวิธีการนำเสนอที่ดูผ่านการคิดมาแล้ว อย่างไรก็ตามด้วยความลึกซึ้งและกลวิธีการเล่าเรื่องที่แปลกใหม่ของบทละคร นับเป็นโจทย์ยากที่จะนำเสนอได้ดีเท่ากับความต้องการของบท ว่ากันว่าเครื่องมือที่จะถ่ายทอดความลึกซึ้งของบทละครได้อย่างถึงแก่นนั้นก็คือ “ตัวละคร”
ละครเรื่องนี้เป็นการระดมนักแสดงที่มากฝีมือและมากเสน่ห์ที่สุดทีมหนึ่งของวงการละครเวทีไทย อย่างคานธี อนันตกาญจน์ ภาวิณี สมรรคบุตร คมสัน นันทจิต สวนีย์ อุทุมพร ภัทรสุดา อนุมานราชธน และศุภสวัสดิ์ บุรณเวช แต่โชคผมอาจไม่ค่อยดีที่ไปชมรอบที่ผมเห็นความกังวลของนักแสดงที่ไม่ใช่ความกังวลของตัวละครอยู่เต็มไปหมด เห็นความไม่เข้ากันของทีมนักแสดง หรือแม้แต่เห็นการแสดงที่ไม่น่าจะเห็นแล้วจากนักแสดงระดับนี้นั่นคือการแสดงประเภท “ดูฉันสิ” ของนักแสดงบางคน สารที่ควรจะลึกมันจึงหล่นหายไปอย่างน่าเสียดาย เป็นไปได้ไหมว่าผู้กำกับการแสดงให้ความสำคัญกับ “ตัวละคร” ในฐานะ ตัวแบก “สาร” ของเรื่องไม่มากพอ นักแสดงจึงยัง “จับ” ความต้องการของตัวละครไม่ได้ถนัด จนเข้าใจการกระทำและคำพูดของตัวละครได้ อย่างไรก็ตาม สวนีย์ ในบทแม่ของเจนก็ให้การแสดงที่ดีเหลือเกิน เชื่อ จริงใจ มีพลัง จังหวะแม่น กับภาวิณี ในบทเจนที่ให้การแสดงในบางฉากที่ลึกซึ้ง กดดัน และเปราะบาง ก็สามารถเซฟเรื่องไว้ได้มาก ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ ก็เอาตัวรอดไปได้ด้วยความสามารถเฉพาะตัวล้วน ๆ
ท่ามกลางการไล่ล่าของบริโภคนิยมที่โจมตีมนุษย์จนแทบเอาตัวไม่รอด การกลับมารักกันให้มาก ๆ และการตั้งสติว่าบริโภคนิยม..มันก็แค่สิ่งที่เราสร้างขึ้นมา..อาจเป็นอาวุธที่ดีที่สุดที่มนุษย์เหลืออยู่ก็เป็นได้…
**************************
(ที่มา : อภิรักษ์ ชัยปัญหา ตีพิมพ์ครั้งแรก ในคอลัมน์ Reporter Theatre นิตยสาร Madam Figaro ฉบับเดือน พฤษภาคม 2552)





Recent Comments