Archive for ธันวาคม, 2009
The way we move
ธ.ค. 20th
B-Floor Theatre has turned its office and rehearsal studio into “B-Floor’s Room” with a debut work beguilingly and ironically titled “Displacement” (“Phid Thi Phid Thang”), a collaboration between Jarunun Phantachat and Dujdao Vadhanapakorn.
At the premiere on Tuesday night, the intrigue didn’t stop at the title and the concept, but continued in how the performers moved – with each other and with props of various sizes – through five colour-and-concept-coded scenes in 50 minutes.
The scenes can be rearranged at the outset according to the audience’s preference. Exploring many definitions of the term “Displacement”, the creators showed limitless possibilities in how humans, objects, nature, written text, sound and lights co-exist, trade places and functions, and affect one another.
“Displacement” is the last performance of B-Floor’s “Next Fresh Thing” series, part of its 10th-anniversary celebration.
Add this to “Begin Again”, one of the year’s most memorable stage works, and looking back to many works through the past 10 years of this small yet dedicated ensemble – “Midah”, “The Edge”, “Crying Century”, “Venus’ Party”, “GODaGardener” – we look forward to the coming decades.
Another significant characteristic of B-Floor is that the specific details in style and content of its pieces, such as each performer’s technical brilliance and each director’s degree of social and political awareness, vary from one work to another.
Its members take turns creating, directing, performing, composing music and producing, unlike many other troupes with clearly defined roles, which sometimes result in predictability.
Next year B-Floor Theatre will collaborate with Japan’s Faifai in a new work on ordinary life, to be staged in Tokyo.
Be at ‘the B’
See “Displacement” tonight at 7.30 or Tuesday through Friday at B-Floor’s Room for Bt300. Book a seat at (089) 667 9539. Find out more at www.BFloorTheatre.com.
By Pawit Mahasarinand
Special to The Nation
Published on December 18, 2009
October Sonata: รอคอยอย่างละเมียดละไม
ธ.ค. 16th
การรอคอยกับความรัก เป็นหนึ่งในเรื่องราวโรแมนติกดี ๆ ที่สร้างกลายเป็นหนังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนังอิ่มเอิบใจ หนังเศร้าเรียกน้ำตา หรือโรแมนติกหวานซึ้ง
และสิ่งสำคัญที่หนังสามารถดึงพลังออกมาได้อย่างดีเยี่ยมคือความจริงใจกับเรื่องที่กำลังจะเล่า ซึ่ง October Sonata: รักที่รอคอย มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
October Sonata เป็นเรื่องราวที่ร้อยเรียงความสัมพันธ์ของคนสามคนกับความรักที่ต่างคนต้อง “รอ” อีกคน โดยเริ่มจากการพบกันของแสงจันทร์ (ก้อย รัชวิน) กับ รวี (โป๊ป ธนวรรธน์) ที่เจอกันในคืนงานศพของมิตรชัย บัญชา และเกิดจุดเริ่มต้นของความรู้สึกปราถนาต่ออีกฝ่าย แต่ก็ต้องจากกันไปเมื่อรวีต้องไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ โดยสัญญากันว่าในวันที่ 8 ตุลาคมของอีกสองปี พวกเขาจะมาเจอกันอีกครั้ง และเมื่อเวลาผ่านไป แสงจันทร์ก็เติบโตขึ้นจากหญิงสาวที่ใสซื่อบริสุทธิ์ กลายเป็นเด็กสาวที่มีความมั่นใจและความมุ่งมั่่นในชีวิต
ระหว่างนั้น ลิ้ม (บอย พิษณุ) ชายหนุ่มเชื่อสายจีนที่ได้เจอกับแสงจันทร์ ก็หลงรักและมอบหัวใจให้แสงจันทร์แม้ว่าเธอจะมองเขาโดยไร้แววตาของความรัก เพราะเธอกำลังรอใครกลับมา ซึ่งลิ้มก็รอคอยวันที่เธอจะเห็นและหันมามองเขาเช่นกัน
แต่ด้วยเหตุการณ์ที่ร้อยเรื่องในกาลเวลาที่ผ่านไป แสงจันทร์ก็ไม่ได้พบกับรพีตามที่เคยสัญญาไว้ คำถามที่คนดูถูกโยนให้ติดตามเรื่องทันทีคือเหล่าตัวละครจะทำอย่างไรเมื่อการรอคอยไม่ได้เป็นไปดังหวัง พวกเขาจะยังยืนยันกับหลักที่ยึดมั่นอยู่ไหม หรือสั่นคลอนไปตามกาลเวลา
โดยส่วนตัว ผมว่าบทภาพยนต์เรื่องนี้แม้จะไม่มีอะไรหวือหวาหรือมีอะไรโฉ่งฉ่างมาก แต่ความเรียบง่ายของมันเต็มไปด้วยความละเมียดละไมในรายละเอียด ไม่ว่าจะเนื้อหาที่เชื่อมโยงในจุดเล็ก ๆ ของเรื่องเช่นตัวละครของนิยายที่รพีหยิบยื่นให้แสงจันทร์ ที่สุดท้ายกลายเป็น Irony กับชีวิตของแสงจันทร์ ชื่อของตัวละครที่มีนัยทางสัญลักษณ์ที่ไม่ยากและไม่ง่ายจนเกินไปที่จะเข้าใจ รวมถึงความต่อเนื่องของในความเป็นเหตุเป็นผลและลำดับเวลาที่นำทางตัวละครต่าง ๆ ให้ได้เติบโตขึ้น
และส่วนที่ดีมาก ๆ คือการที่บทโฟกัสอยู่ที่แก่นหลักของเรื่องโดยไม่ออกไปแตะอะไรที่นอกลู่นอกทาง ตัวละครสามคนที่เป็นแกนหลักถูกถ่ายทอดในมุมมองของคำว่า “รอ” ที่แตกต่างออกไป คนนึงรอคนที่รักกลับมา อีกคนรอให้คนที่รักหันมามอง อีกคนรอเพื่อจะกลับมาตามสัญญา ซึ่งทุกคนล้วนมีเหตุมีผลของตัวเอง และยอมรับในชะตากรรมของตัวเอง โดยนั่นคือสิ่งที่คนดูได้ซีมซับและรู้สึกโดยไม่มีอะไรมาเจือปนให้เสียสมาธิ

จะมีจุดที่ตะหงิด ๆ อยู่บ้างคือในหลายฉากที่น่าจะเป็นฉากไคล์แมกซ์ หรือสามารถขมวดปมให้นำไปสู่จุดที่ดื่มด่ำกับเรื่องได้เต็มที่นั้น ยังไม่มีแอ็คชั่นของเรื่องที่มีพลังเพียงพอที่จะขับดันตัวละครไปถึงจุดนั้นได้ (เช่นจุดเปลี่ยนของแสงจันทร์ในการยอมรับความจริง ไม่ใช่นิยายที่เธอยึดติด)
ในขณะเดียวกัน องค์ประกอบศิลป์อื่น ๆ ที่เข้ามาเติมแต่งให้กับ October Sonata นั้น ก็มีความปราณีตอยู่มากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการเลือกมุมกล้องที่มักจะมี Space ให้เราสัมผัสความอ้างว้างจากภาพในฉากนั้น (เช่นเดียวกับที่ตัวละครกำลังประสบอยู่) รวมทั้งเพลงประกอบที่เติมแต่งให้ความรู้สึกและโทนของเรื่องนั้นต่อเนื่องอยู่เสมอ
ซึ่งจากองค์ประกอบศิลป์และบทภาพยนตร์ต่าง ๆ ทำให้ October Sonata เป็นหนังที่เราสามารถดื่มด่ำกับความรู้สึกที่ “ถวิลหา” “ปราถนา” และ “รอคอย” ของตัวละครได้โดยไม่ขัดเขิน หรือโดนชี้นำจนน่าเกลียด และที่น่าชื่นชมคือความจริงใจกับตัวเรื่อง โดยไม่พยายามที่จะปลุกเร้าหรือเอาใจคนดูโดยสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่อง เช่นฉากเลิฟซีนที่เกินจำเป็น มุกตลกเฟื่อน ๆ หรือช็อตที่ขายดาราเพื่อเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนคลับ (ซึ่งถ้ามี ก็คงทำให้หนังเรื่องนี้ด้อยลงไปมากโขเลยทีเดียว)
ก้อย รัชวิน แสดงบทของแสงจันทร์ได้อย่างดีเกินคาด กับการถ่ายทอดตัวละครที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังมีความทรงจำและความรู้สึกที่ยังเป็นโซ่ตรวนที่มัดเธอไว้กับใครอีกคน ซึ่งแม้ว่าเธออาจจะไม่สามารถขยี้บทให้ละเอียดจนถึงขั้นดีเยี่ยม แต่ก็สามารถสร้างบางสิ่งบางอย่างที่จับความสนใจของคนดูได้ตลอดเรื่อง ส่วน โป๊ป ธนวรรธน์ และ บอย พิษณุ นั้น แม้ว่าอาจจะไม่โดดเด่นเท่าก้อย รัชวิน และอาจจะมีแอ็คติ้งที่บางทีดูแข็งไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ขาด ๆ เกิน ๆ หรือเล่นอารมณ์จนออกทะเลไปแบบหนังวัยรุ่นที่ไร้จุดหมาย ซึ่งนั่นก็ทำให้สามนักแสดงนำเป็นเคมีที่ค่อนข้างลงตัวทีเดียว

โดยส่วนตัว October Sonata อาจจะไม่ใช่หนังที่ข้นด้วยคุณภาพแบบล้นแก้ว หนังอาจจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือจุดขายแบบตูมตาม แต่ก็เป็นหนังที่มีความครบเครื่องของส่วนผสมต่าง ๆ และ “ใจ” ของทีมงานที่ต้องการสร้างงานที่เรียกว่า “ศิลปะ” ซึ่งต้องการจะบอกอะไรกับคนดูอย่าง “จริงใจ”
และนั่นเป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างประทับใจมากจาก October Sonata
Okuribito: Departure ~ งดงาม ปราณีต ในทุกรายละเอียด
ธ.ค. 13th

สัปเหร่อ อาจจะเป็นอาชีพที่หลาย ๆ คนมองว่าน่าอดสู และไร้เกียรติ หากินกับความตาย รวมไปถึงเป็นอาชีพที่ไม่มีใครคิดจะทำ แบบเดียวกับที่ไดสุเกะ ตัวละครจาก Departure โดนตราหน้าไว้จากบรรดาญาติ ๆ ของผู้ตายที่มองไม่เห็นความสำคัญของคนที่เตรียมร่างของผู้ตายเพื่อนำสู่พิธีส่งวิญญาณ
แต่ถ้าเราทุกคนได้ดู Departure จนจบ เราก็จะพบความสวยงามอันละเมียดละไม รวมทั้งปรัชญาชีวิตลึกซึ้งระหว่างคนเป็นและคนตาย ผ่านสายตาของคนที่อยู่ใกล้ชิดกับคนตายเป็นอาชีพ
ในเริ่มเรื่องของ Departure นั้น ไดสุเกะ นักเชลโล่ผู้ตกอับจากการที่วงที่เขาสังกัดประกาศยุบวง จนต้องย้ายมาอยู่ที่บ้านเกิดพร้อมกับภรรยาและเริ่มต้นหางานใหม่ แต่ไม่รู้ว่าเคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้ายที่ทำให้เขาได้ไปรับงานเป็นผู้ตกแต่งศพก่อนจะไปสู่พิธีการต่อไป
แน่นอนว่าช่วงแรกเราจะเห็นไดสุเกะกระอักกระอ่วนกับงาน และต้องทนปกปิดเป็นความลับไม่กล้าบอกใคร แม้ว่าสุดท้ายแล้วความลับก็ต้องถูกเปิดเผยในที่สุด และนั่นคือการหาคำตอบของตัวไดสุเกะว่าเขาจะยังทำงานนี้ต่อไปหรือไม่ และอะไรคือเหตุผลที่เขาควรจะทำงานนี้กันแน่
สิ่งที่น่าสนใจและน่าประทับใจมาก ๆ ของ Departure คือการเดินทางทางความคิดของตัวละครและความรู้สึก ที่ไม่ใช่แค่ตัวละครหลักเท่านั้น แต่รวมถึงคนรอบข้างไดสุเกะเอง และผู้ชมที่กำลังชมอยู่ด้วย
ต้องขอชื่นชมและยกย่องทีมงานที่เลือกนำพิธีที่ที่หลายคนอาจจะไม่รู้จักหรือมองข้าม นำกลับมาทำให้สวยงามและเชื่อมโยงกับปรัชญาของ “ชีวิต” ได้อย่างน่าละเมียดละไม ซึ่งไม่แปลกที่หลาย ๆ คนพร้อมใจจะต้องทึ่งและอึ้งกับพิธีกรรมนี้
จุดเชื่อมโยงที่สวยงามนี้คือการที่ตัวละครมีหน้าที่สร้าง “ชีวิต” ให้กับคนที่ได้ “เสียชีวิต” ไปแล้ว และนั่นเหมือนของขวัญชิ้นสุดท้ายที่คนเป็นจะทำให้กับคนตายได้ เพื่อจะรำลึกและอวยพรให้คนที่จากไปนั้น “เดินทาง” อย่างสงบ และก็คงเป็นโชคดีของไดสุเกะ (รวมถึงพวกเราที่ตามดูเขา) ที่เขาได้มีโอกาสเจอบริษัทที่เข้าใจและรู้สึกถึงหน้าที่นี้อย่างลึกซึ้ง

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นความปราณีตอย่างสวยงามในพิธีกรรม ตั้งแต่การเปลี่ยนเสื้อผ้า การแต่งหน้า และการใส่จิตวิญญาณ ความตั้งใจ และความรัก ให้ร่างของผู้ที่จากไป
ในขณะเดียวกัน เมื่อไดสุเกะได้สัมผัส “ความงาม” และ “คุณค่า” ของสิ่งที่เขาได้ทำ นั่นทำให้เขาได้เลือกทางเลือกที่หลาย ๆ คนไม่เลือก และได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิตมากมาย รวมถึงการได้พบความจริงในความรักของเขาและพ่อ ซึ่งได้หายจากไปตั้งแต่เขายังเด็ก
นอกจากเนื้อเรื่องและประเด็นแก่นของหนังที่ค่อนข้างจะสวยงามและน่าประทับใจแล้ว หนังยังได้ส่วนผสมที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นแคสนักแสดงที่อาจจะไม่ใช่ดาราหน้าตาดีที่สุดของวงการหนังญี่ปุ่น แต่กลับถ่ายทอดบทบาทได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งนอกจากฝีมือการแสดงแล้วนั้น รูปลักษณ์ของนักแสดงก็ยังช่วยหนุนบทบาทที่พวกเขาได้รับอีกด้วย

อีกจุดที่ค่อนข้างจะโดดเด่นมาก ๆ คือบทเพลงโดย Joe Hisaishi ที่ขับกล่อมคนดูได้อย่างอยู่หมัดตลอดเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ (ถ้าใครไม่รู้จักว่าเขาคือใคร เขาคือคนทำเพลงขาประจำของ Gibli Studio นะครับ) เพลงบรรเลงแต่ละเพลงที่เลือกมานั้น แม้จะไม่มีความหมายบ่งบอกแน่ชัด แต่การเลือกใช้เสียงดนตรีเครื่องสาย โดยเฉพาะเชลโล่เป็นตัวหลักนั้น สอดคล้องและถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
ในท้ายที่สุด ไดสุเกะก็ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างเมื่อได้เห็นความตั้งใจที่เขามีให้กับงาน และทำให้ตัวละครรอบข้างได้รู้ซึ้งถึงสิ่งที่ลึกซึ้งจากคนตาย
ความตายอาจจะไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่มันเหมือนจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปสู่ที่แห่งใหม่ ผมจึงค่อนข้างประทับใจที่เหล่าคนที่ส่งผู้ตายในเรื่องมักพูดคำว่า “ขอบคุณนะ” “ไปดีมาดี” “แล้วเจอกันอีกนะ” เป็นคำลา ซึ่งนั่นเป็นคำพูดที่กินใจเอามาก ๆ
สำหรับผม Departure ถ่ายทอดความลึกซึ้งของความตาย และคนที่เกี่ยวข้องกับมันได้อย่างสวยงาม แม้จะมีความโศกเศร้าฉาบอยู่ที่ผิวหน้า แต่เมื่อเราก้าวผ่านความโศกเศร้าไปแล้ว มันเต็มไปด้วยความอิ่มเอิบและสวยงามอยู่จนเต็มหัวใจเลยทีเดียว
Goemon:สุดขั้วแฟนตาซี
ธ.ค. 12th

ย้อนกลับไปเมื่อสัก 5 ปีที่แล้ว ถ้าใครติดตามหนังญี่ปุ่นก็จะเจอหนังเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างจะแหวกแนวแถมสุดขั้นด้าน CG เหลือเกิน นั่นก็คือ Casshern ซึ่งแม้ว่าเสียงวิจารณ์อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไร แต่หนึ่งในสิ่งที่คอหนังที่ได้ชมไปมักบอกเสียงเดียวกันว่าเป็นหนังที่เท่ห์และล้ำจินตนาการมาก ๆ
แน่นอนว่าเมื่อ Kazuaki Kiriya กลับมาอีกครั้งในปี 2009 งานของเขา GOEMON ก็ไม่ทิ้งกลิ่นอายเดิม ๆ ไม่ว่าการใช้ CG แบบสุดขั้วเพื่อสร้าง Visual แบบ Extreme สุด ๆ และการกำักับคิวบู๊และฉากแอ็คชั่นที่ทำให้ Casshern กลายเป็นเด็ก ๆ ไปเลยทีเดียว
เนื่อเรื่องของ GOEMON ว่าด้วยเรื่องราวที่อิงจากตำนานและประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น เกี่ยวกับจอมโจร อิชิกาวะ โกเอมอน ที่ขโมยทรัพย์สมบัติของเศรษฐีเอาไปแจกคนยากจน พร้อมกับนิสัยระห่ำ ๆ แย่ ๆ ประเภท Bad Hero จนกระทั่งวันหนึ่ง การขโมยของในคลังสมบัติเศรษฐีนั้นนำไปสู่การพบความลับที่ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์การลอบสังหาร โอดะ โนบุนากะ รวมถึงการขึ้นครองอำนาจของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ
แน่นอนว่าการล่วงรู้ความลับนี้ทำให้โกเอมอนต้องเข้าไปอยู่ในวังวนความวุ่นวาย ไม่ว่าจะการเจอนินจา “ไซโซ่” ตามแย่งชิงสิ่งที่โกเอมอนครอบครอง การแย่งชิงอำนาจของเหล่าขุนนาง จนไปถึงการเปิดเผยอดีตต่าง ๆ ที่เป็นปริศนาของตัวเขาเอง และนำไปสู่โศกนาฏกรรมในที่สุด
ในส่วนเนื้อเรื่องและ Theme นั้น Goemon ก็ยังมีกลิ่นอายคล้ายกับ Casshern อยู่ไม่น้อย เกี่ยวกับความโศกเศร้าและความสูญเสียของเหล่าตัวละครที่ได้รับผลจากสงครามและการเข่นฆ่า และตัวละครเอกก็ต้องอยู่ระหว่างความถูกต้องและความต้องการทางจิตใจ (ซึ่งนี่จะคล้ายกับแนวคิดเรื่อง Giri กับ Ninjo ของคาบูกิอยู่กลาย ๆ) และท้ายที่สุด Goemon ก็บอกในตอนจบว่่าสงครามและการแย่งชิงอำนาจนั้นมีแต่การสร้างความสุญเสียไม่รู้จักจบสิ้น
ถ้าว่ากันโดยเนื้อบทแล้ว Goemon น่าจะไม่ถูกใจคนที่ไม่ค่อยรู้ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเสียเท่าไร เพราะอาจจะขาดความต่อเนื่อง และสับสนกับช่องว่างของบทที่มีอยู่พอสมควร แต่ถ้าใครที่รู้จักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหรือคุ้น ๆ ชื่อตัวละครที่มีตั้งแต่ ซาสุเกะ ซารุโทบิ ฮัตโตริ ฮันโซ โตกุกาวะ อิเอยาสุ ฯลฯ ก็น่าจะรู้สึกสนุกไปกับเรื่องได้ไม่ยาก (ถึงแม้ว่าประวัติศาสตร์อาจจะเพี้ยน ๆ ไปบ้างก็เถอะนะ) ในขณะเดียวกัน Goemon ก็แก้ไขจุดอ่อนเรื่องบทที่อ่อนยวบสมัย Casshern ไปมากพอสมควร แต่ก็ยังคงต้องพึ่งพาการเล่าด้วยภาพเสียส่วนใหญ่เช่นเดิม
ส่วนเรื่องภาพนั้่น ต้องยอมรับว่าเป็นการระดมทำ CG ที่บ้าสุดขั้วเลยจริง ๆ และเราอาจจะต้องยอมรับว่านี่เป็นแนวทางการทำ CG ที่ไม่เหมือนกับหนังเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่พยายามทำ CG ให้เหมือนจริง ก็เอาแบบเป็นแฟนตาซีหลุดโลกจินตนาการไปเลย ในขณะที่ Goemon จะกึ่ง ๆ ผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน ถ้าจะยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็ต้งองบอกว่าเหมือนเรากำลังอยู่ในโลกของเกม Final Fantasy เสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะฉากบ้านเมือง ปราสาทต่าง ๆ นั้น ก็ล้วนมีเค้าโครงความจริง รวมทั้งการออกแบบแบบญี่ปุ่นอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน ทีมงานออกแบบก็ต่อเติมจนกลายเป็นภาพ CG ที่ราวกับเราอยู่ในโลกความฝันหรือเกมคอมพิวเตอร์อะไรอย่างนั้น และนี่น่าจะเป็นจุดขายอีกจุดหนึ่งที่หลายคนยอมตีตั๋วเข้าไปดู Goemon กัน
อีกอย่างที่หนังทำได้แบบหลุดโลกพอ ๆ กันคือฉาก Action ที่เรียกว่าได้กลิ่นอายของเกมคอมพิวเตอร์มาเต็ม ๆ ทั้งคิวบู๊ที่อัศจรรย์ แต่ไว้ลายความเท่ห์ของตัวละครและมุมกล้อง และที่สำคัญคือการใส่ “ความเวอร์” ลงไปในฉากแอคชั่นแบบไม่ต้องเกรงใจคนดู ประเภทพระเอกคนเดียวลุยทั้งกองทัพอะไรแบบนั้น ซึ่งแม้ว่ามันจะออกค่อนข้างเวอร์เกินจริงแบบสุด ๆ แต่เราก็พร้อมจะพูดว่า “เออ แม่งมันส์ว่ะ”

สำหรับผม โกเอมอนเป็นหนังที่ช้ัดเจนและโดดเด่นมากเรื่องการออกแบบ ที่ตั้งแต่เสื้อผ้า ฉาก CG คิวบู๊ และมุมกล้อง ฯลฯ แม้ว่าบทอาจจะยังมีจุดบกพร่้องอยู่บ้าง แต่ก็พอกลืน ๆ ไปได้อยู่บ้าง และทำให้เวลา 2 ชั่วโมงกว่า ๆ นั้นดูไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย และยิ่งถ้าใครชื่นชอบดาราญี่ปุ่นเป็นพิเศษล่ะก็ เรื่องนี้ขนดารามาเพียบเช่นกัน (แม้จะเป็นดารารุ่นเก๋าเสียส่วนใหญ่ก็ตาม)
โดยส่วนตัว ผมว่านี่เป็นหนังที่ “เท่ห์ฉิบหาย” เลยล่ะ
Change: การเมืองที่ดีเกิดขึ้นเพราะคนที่ดี
ธ.ค. 12th
ในช่วงที่สถานการณ์การเมืองค่อนข้างจะน่าเบื่อกับน้ำเน่าเละเทะของเหล่า บรรดาคนที่เรียกตัวเองว่า “ผู้แทน” แต่เราอาจจะนั่งมองหน้ากันแล้วคิดว่า “ไอ้พวกนี้มันเป็นผู้แทนได้ไงวะ” เพราะคำพูดและสติปัญญาไม่ได้แสดงซึ่งความเป็นคนที่นำพาประเทศชาติไปสู่ความ เจริญได้อย่างไร
เบื่อไหมครับที่จะรู้สึกว่าการเมืองมันไร้ค่าสิ้นดี ดูไร้ความหวัง
มันก็อาจจะจริงอย่างนั้น แต่บางครั้ง เราก็ต้องสร้างความหวังให้กับตัวเราก่อนจะสิ้นศรัทธาไป
CHANGE ละคร TV Series จากประเทศญี่ปุ่นที่ทางช่อง TPBS นำมาฉายได้สักพักแล้วนั้นอาจจะเป็นยาดีและ “แรง” ที่จะทำให้เรารู้สึกดี ๆ กับการเมืองขึ้นมาบ้าง เรื่องราวของละครเรื่องนี้เกี่ยวกับนายอาซาคูระ เคย์ตะ ครูหนุ่มในบ้านนอกต้องกลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งเพราะพ่อและพี่ชายที่เล่น การเมืองประสบอุบัติเหตุ
สิ่ง หนึ่งที่เคย์ตะรู้สึกอยู่เสมอในช่วงแรกก็คงไม่ต่างจากที่หลาย ๆ คนจะรู้สึกตอนนี้ คือการเมืองเป็นเรื่องสกปรก เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ นั่นคือเหตุผลที่เขาหลีกเลี่ยงจนแทบจะวิ่งหนีไปจากการเลือกตั้ง
แต่ สิ่งหนึ่งที่เคย์ตะมี และนักการเมืองทั่ว ๆ ไปไม่มีคือความบริสุทธิ์ของจิตใจ และความปราถนาที่จะรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่หนักอึ้งของเขา และนั่นทำให้เขาก้าวเข้าสู่รัฐสภา ก่อนจะจับผลัดจับผลูไปเป็นนายกที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ (เอ๊ะ มันคล้าย ๆ กับเมืองไทยยังไงก็ไม่รู้นะ) และเรื่องราวที่เหลือของเรื่องคือการปฏิบัติหน้าที่ ศรัทธาต่อการเมือง โฉมหน้าและเบื้องหลังอันโหดร้ายที่เขาต้องต่อสู้เพื่อปกป้องประชาชน
ความ เจ๋งและเด็ดขาดของเรื่องนี้คือบทละครที่ผูกเรื่องไว้ได้อย่างละเอียดยิบ แต่ก็แปลความยุ่งเยิงและวิชาการของการเมืองให้กลายเป็นเรื่องที่ชาวบ้านจะดู และลุ้นไปกับพระเอกได้อยู่ตลอดเวลา สิ่งสำคัญที่เรื่องได้พยายามแสดงอยู่ทุกตอนคือการซื่อสัตย์ต่อจิตใจและจรรยา บรรณของตัวละคร แม้ว่าแรก ๆ พระเอกแทบจะไม่มีใครอยู่ข้างเดียวกับเขาเลย แต่เพราะความปราถนาอย่างแรงกล้าและการทุ่มเทแบบเอาชีวิตเข้าแลก นั่นทำให้ทีมงานและคนรอบข้างเริ่มปันใจและเปลี่ยนมาสนับสนุนเขาอย่างเต็ม กำลัง
คำ พูดหนึ่งที่ตัวละครหลายคนมักพูดกับเคย์ตะคือ “คุณทำให้ผมนึกถึงวันที่ผมได้รับเลือกตั้งครั้งแรก” นั่นเพราะนายกมือใหม่ของเราเต็มไปด้วยจิตใจที่คำนึงถึงประชาชน ทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างถึงที่สุดเพราะเขาได้สัญญากับทุกคนแล้วว่า เมื่อเขาเป็นผู้นำ ไม่ใช่ว่าเขามีอำนาจมากกว่าใคร หากแต่เขาคือคนที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชน คนที่ควรช่วยเหลือประชาชนมากกว่าใช้อำนาจไปวัน ๆ
ฟังแล้วมันละเหี่ยใจกับสิ่งที่เราเห็นทางทีวีไทยกันบ้างไหมครับ
บท ละครของ CHANGE น่าจะเป็นตัวอย่างบทละครชั้นเยี่ยมที่มีการทำการบ้านอย่างดี มีการหาข้อมูลเชิงเลิกในรัฐสภา ระบบการทำงานต่าง ๆ ของการเมือง รวมทั้งวิธีการทำงานต่าง ๆ ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ นั้นสร้างเรื่องราวที่น่าเชื่อ มีเหตุมีผลอย่างหนักแน่น ตัวละครทุกตัวล้วนมีเสน่ห์ในตัวเองจนเราต้องแอบเชียร์หลาย ๆ คนไปพร้อม ๆ กัน การดำเนินเรื่องกระชับและหาจังหวะต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว ไม่ยืดเยื้อหรือขยี้อารมณ์แบบละครน้ำเน่าเมืองไทย
เรียกว่า 11 ตอนตั้งแต่ต้นจนจบนั้น เป็นความรู้สึกที่อิ่มแบบพอดี และจบด้วยรอยยิ้มและอิ่มเอิ่บมาก ๆ
ส่วน เรื่องการแสดงนั้น ทาคุยะ คิมูระ พระเอกอันดับต้น ๆ ของประเทศญี่ปุ่นก็แสดงได้สมราคาพระเอกคุณภาพ (สังเกตไหมครับ พระเอกเมืองนอกเนี่ย หน้าตาดีแถมแสดงเก่งอย่างเทพ ตรงข้ามกับเมืองไทยลิบลับ) การแสดงหลาย ๆ ฉากของเขาเรียกว่าทำเราอึ้งกันไปเลย (ถ้าใครทันดูตอนสุดท้าย จะเห็นฉากการแสดงที่เรียกว่าทำให้เขาได้รางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมแห่งปีกันเลย ) ส่วนนักแสดงอื่น ๆ ก็เรียกว่าดูเนียนไปกับเรื่อง มีพัฒนาการอยู่ตลอด ขณะเดียวกันก็คงเสน่ห์ไว้ได้อย่างดี
จุด ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งที่ผมมักพูดกับคนที่ไม่เคยดูละครญี่ปุ่นว่า ละครญี่ปุ่นตัวละครแม้จะเยอะแค่ไหน แต่เขามีวิธีที่จะทำให้ทุกครั้งที่ตัวละครออกมากลายเป็นที่รักของคนดูโดยบท ที่ออกมาไม่ใช่ว่าจงใจยัดเพื่อให้มี “คิว” แต่อย่างใดเลย
โดย ส่วนตัว เมื่อผมดูละครเรื่องนี้จบ ผมรู้สึกดีมาก ๆ กับความหวังที่ละครได้สร้างขึ้นมาให้กับผู้ชม ซึ่งนั่นอาจจะเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของละครที่ต้องการสร้างให้ผู้ชม
ศรัทธา และความหวัง คือสิ่งที่ทำให้ประชาชนกล้าที่จะเชื่อมั่นในตัวนักการเมือง กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของตัวเอง แม้ว่าในความเป็นจริงเราอาจจะต้องหวังให้นักการเมืองทำตัวดีให้สมกับความ หวังของเราด้วย ไม่ใช่แค่หวังกับประชาชนอย่างเดียว แต่อย่างน้อย ถ้าไม่มีใครเริ่มจะเปลี่ยน มันก็คงเหลวแหลกแบบทุกวันนี้ไปเรื่อย ๆ
CHANGE คือละครดี ๆ ที่พ่วงรางวัลมากมายจากประเทศตัวเอง ซึ่งคนไทยน่าจะดูมาก ๆ ในช่วงเวลานี้ อย่างน้อยก็จะได้เปิดตาไปดูอะไรดี ๆ แทนที่ละครตบตี น้ำเน่าที่สรรหามามอมเมาคนดูกันอย่างไร้รสนิยมสิ้นดี

